หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เขื่อนและเตาปฏิกรณ์ปรมาณู...

เขื่อน = เตาปฏิกรณ์ปรมาณู การเมือง = เตาหลอม ... ยิ่งลักษณ์ โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1630 หน้า 20 เขื่อนและเตาปฏิกรณ์ปรมาณู... ผลิตไฟฟ้าได้และมีอำนาจทำลายล้างได้ ถ้าไม่เกิดมหาอุทกภัยคราวนี้ เราก็จะเห็นแต่ด้านดีของเขื่อน ถ้าเปรียบเทียบกับเตาปฏิกรณ์ปรมาณูซึ่งใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ เขื่อนก็ใช้พลังน้ำผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เช่นกัน นอกจากนั้น ยังสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และในชีวิตประจำวันของมนุษย์ วันนี้คนไทยได้ตระหนักถึงอันตรายที่มาจากเขื่อน ได้รู้จักคำว่า มวลน้ำยักษ์ เหมือนกับได้รู้จักคำว่าสึนามิเมื่อหลายปีก่อน ประสบการณ์ล่าสุดของเตาปฏิกรณ์ฯ ที่เราได้รับรู้ คือสึนามิถล่มจนเตาปฏิกรณ์ฯ ในญี่ปุ่นเกิดปัญหาระบบหล่อเย็นพัง และเกิดการระเบิดขึ้น รังสีรั่วไหลจนต้องย้ายคนออกจากเมืองจำนวนมาก เขื่อนของประเทศเราไม่ได้ระเบิดไม่ได้พัง แต่เราควบคุมปริมาณน้ำได้ไม่ดีจึงต้องระบายออกมาจำนวนมากในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้เกิดมหาอุทกภัย ที่มีผลกระทบกับคนหลายจังหวัดนับสิบล้านคน โรงงานอุตสาหกรรมถูกน้ำท่วมหลายพันแห่ง ความเสียหายจนบัดนี้ยังประเมินไม่ได้ ความผิดพลาดที่ต้องห้าม สองฉบับก่อนผู้เขียนได้ตั้งคำถามไปว่า เป็นความผิดพลาดของคนถึง 20% หรือไม่ หรือเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศที่ทำให้เกิดอุทกภัยใหญ่ในครั้งนี้ สองสัปดาห์ต่อมาก็ได้เห็นคำตอบจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ว่า การปล่อยน้ำจากเขื่อน การระบายน้ำจากเขื่อนไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้น้ำท่วม โดยอ้างการปล่อยน้ำจากเขื่อนในวันที่ 29 ตุลาคม 2554 ว่าเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ระบายน้ำออกรวมกันวันละ 53 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งคิดเป็น 16.7% ของน้ำที่ไหลผ่านนครสวรรค์ สิ่งที่ กฟผ. อ้าง เป็นเหตุการณ์หลังจากน้ำท่วมมาเกือบเดือนแล้ว แต่ในช่วงวิกฤติเฉพาะเขื่อนภูมิพลเขื่อนเดียวก็ปล่อยน้ำวันละเกือบ 100 ล้าน ลบ.ม. สองเขื่อนก็ไม่ต่ำกว่า 150 ล้าน ลบ.ม. กฟผ. ยังอ้างว่ามีการบริหารจัดการน้ำ ด้วยเกณฑ์ระดับน้ำควบคุม ซึ่งมีเส้นควบคุมน้ำตัวบนและเส้นควบคุมน้ำตัวล่าง คือสรุปว่าถ้ากำหนดให้มีการรักษาน้ำอยู่ในช่วงนี้ ตามเวลาแต่ละเดือนก็จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าเราย้อนดูในปี 2553 กฟผ. ก็ใช้ระบบควบคุมน้ำแบบนี้ และยังกักน้ำไว้น้อยกว่าปี 2554 เมื่อฝนมาก็ระบายน้ำออกเยอะกว่าปี 2554 แต่น้ำก็ยังท่วม พอถึงปี 2554 ปริมาณน้ำฝนมากเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม แต่กลับระบายน้ำออกจากเขื่อนน้อยมากๆ ปริมาณน้ำในเขื่อนจึงมีมากกว่าทุกปี พอถึงเดือนมิถุนายนก็สูงถึง 60% แล้ว ใครก็รู้ว่าเดี๋ยวนี้เมืองไทยมีฝนหนักและพายุตลอด 3 เดือนคือ กรกฎาคม, สิงหาคม, กันยายน ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้น้ำจะต้องล้นเขื่อนและเกิดน้ำท่วมใหญ่แน่นอน เส้นควบคุมน้ำทั้งตัวบนตัวล่าง กฟผ. และคณะอนุกรรมการวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ เคยพิสูจน์บ้างหรือไม่ว่ามันยังใช้ได้อยู่ ในสภาพความแปรปรวนของภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนไป เราไม่เคยตระหนักถึงอันตราย ไม่เคยคิดว่าเรามีเตาปฏิกรณ์ฯ ขนาดใหญ่เก็บไว้ในรูปเขื่อน แต่เรามีความรู้สึกว่า เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีอยู่เหมือนทะเลสาบ มองดูสวยงาม ล่องแพได้ ผลิตไฟฟ้าได้ เวลาหน้าแล้งก็จะเอาน้ำมาใช้เป็นปกติทุกปี แต่เขื่อนที่ผลิตไฟฟ้าไม่ใช่ทะเลสาบ เช่น เขื่อนภูมิพลที่มีความจุหมื่นสามพันกว่าล้าน ลบ.ม. เมื่อปล่อยน้ำลงมาจึงมีปริมาณและพลังมหาศาล มีอำนาจทำลายล้างซึ่งจะกินพื้นที่กว้างไกลมาก คนจะเดือดร้อนจำนวนมาก จนเป็นเรื่องที่ห้ามทำผิดพลาดอย่างเด็ดขาด มหาอุทกภัยทดสอบเราแล้ว เปิดสภา...พูดถึงปัญหาน้ำท่วมและวิธีแก้ไขให้เต็มที่ คงไม่มีนายกฯ คนไหนลงไปดูว่าระดับน้ำในเขื่อน ถ้ายังไม่เกิดปัญหาขึ้น สภาพความเป็นจริงของสถานการณ์ ปี 2554 คือ ในเดือนพฤษภาคมที่ฝนเริ่มมามากขึ้นก็มีการประกาศยุบสภา ทั้งรัฐบาลเก่าของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่กำลังจะไปและรัฐบาลใหม่ของเพื่อไทยที่กำลังจะมา ก็ไปโรมรันพันตูกันอยู่บนเวทีการเมือง ระดับน้ำในเขื่อนคงต้องปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายประจำ กว่าจะถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมก็เริ่มมีน้ำท่วมบางแห่งแล้ว ทำให้บางหน่วยเลือกตั้งมีปัญหา กว่าจะรับรอง ส.ส. เสร็จก็สิ้นเดือนกรกฎาคม พอตั้งรัฐบาลเสร็จก็ปลายเดือนสิงหาคม ถึงตอนนั้นนายกฯ อภิสิทธิ์ก็จากไป โดยไม่รู้ว่าระดับน้ำสูงต่ำเท่าไร นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เข้ามารับตำแหน่ง โดยไม่รู้ระดับน้ำเช่นกัน วันนี้คนไทยจำนวนมากฝากชะตาชีวิตไว้กับความมั่นคงของระบบน้ำ ถ้ามีปัญหาน้ำมากก็จะเกิดอุทกภัยใหญ่ ถ้าน้ำน้อยไปก็เกิดความแห้งแล้ง เรามีนักวิชาการอยู่มากมาย ซึ่งวันนี้ได้มีโอกาสโผล่หน้าออกมาเสนอความเห็นเรื่องน้ำ จนทำให้เกิดความรู้สึกว่าเรามีคนเก่งๆ เยอะ แต่ทำไมมาปล่อยน้ำให้ท่วมมิดหัวตัวเอง หรือคนเก่งเหล่านี้ไม่มีโอกาสไปทำเรื่องน้ำเลย วันนี้มหาอุทกภัยเป็นปัญหาของประเทศและปัญหาการเมืองขนาดใหญ่ เรื่องนี้เมื่อเปิดสภาคงได้เอาไปพูดกันในรายละเอียด และจะได้รู้กันว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ที่สภาเลื่อนมาสองสามครั้ง อาจเป็นเพราะต้องการความสามัคคีร่วมใจกันต้านภัยน้ำท่วม แต่ถึงวันนี้สมควรหาความจริงกันได้แล้ว ควรจะมีความชัดเจนว่าเราจะดูแลเขื่อนอย่างไร จึงจะได้ประโยชน์สูงสุดและอันตรายน้อยที่สุด และถ้าจำเป็นต้องปล่อยน้ำจะมีวิธีผันน้ำ อย่างไรจึงจะไม่เกิดน้ำท่วม ต้องใช้เวทีสภาให้เป็นประโยชน์เพราะเป็นเวทีหลักทางการเมือง มหาอุทกภัยครั้งนี้ได้ทดสอบระบบความมั่นคงของประเทศ และชี้จุดอ่อน, ทดสอบระบบการแก้ปัญหาภัยพิบัติ, ทดสอบความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ, ทดสอบความเข้มแข็งของระบบสังคมของไทยตั้งแต่ระดับประเทศ ชุมชน และครอบครัว และทดสอบความแข็งแกร่งของแต่ละคนว่าจะผ่านเบ้าหลอมนี้ได้หรือไม่ สนามการเมือง จะหลอม "ยิ่งลักษณ์" ให้เป็นอะไร ปกติเบ้าหลอมทางการเมืองร้อนจนเหล็กก็ละลายได้ ที่ว่าไม่เคยร้องไห้ก็เห็นร้องกันมาทุกคน ไม่เว้นแม้แต่นายกฯ บรรหาร ศิลปอาชา ที่ใครๆ ว่าเสียน้ำตายากที่สุด นายกฯ หญิงยิ่งลักษณ์ที่ปากบอกว่าไม่ร้องไห้ น้ำก็ไหลออกตามาหลายรอบแล้ว เบ้าหลอมทางการเมืองร้อนแรงยิ่งนัก แต่จะหลอมคนให้ออกมาแบบไหน ขึ้นอยู่กับจุดยืนและสิ่งแวดล้อมทางการเมืองที่จะเป็นเหมือนแม่พิมพ์ หลายปีที่ผ่านมาเราได้นักการเมืองหลายแบบ เช่น นายชวน หลีกภัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คนสุดท้ายที่ผ่านแม่พิมพ์ประชาธิปัตย์ (ปชป.) คือนายอภิสิทธิ์ จากวันแรกที่เข้าวงการเมืองจนถึงวันที่ออกจากตำแหน่งนายกฯ ยังคิดไม่ออกว่าเขาถูกหลอมให้เป็นอะไร รู้แต่ว่าต่างจากวันแรกมาก วันนี้นายกฯ หญิงยิ่งลักษณ์กำลังเข้าสู่การหล่อหลอม เริ่มต้นด้วยอภินันทนาการโดยล้างน้ำที่เย็นฉ่ำหมื่นล้าน ลบ.ม. แต่หลังจากน้ำลด จะต้องถูกหลอมด้วยไฟการเมืองแน่นอน คำวิพากษ์วิจารณ์ที่จะผ่านจากระบบสภา ผ่านจากระบบสื่อสารมวลชน ผ่านจากคำซุบซิบ ผ่านจากการโพสต์ด้วยปลายนิ้วในระบบอินเตอร์เน็ต ล้วนแล้วแต่เป็นไฟทั้งสิ้น ศัตรูที่มีอยู่รอบด้านแม้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเอง แต่ก็เกิดโดยธรรมชาติทางการเมือง และมองนายกฯ คนนี้ เป็นแค่เหล็กชิ้นเดียว ที่ต้องทำลายก่อนถูกหลอมให้เป็นอาวุธ วันที่ทักษิณเข้ามาในวงการเมือง ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นเศรษฐีโง่ๆ คนหนึ่ง เดี๋ยวก็ต้องเผ่น แต่สุดท้ายแม้จะลงทุนใช้ทุกอย่างที่มีมาขับไล่ ก็ยังทำไม่สำเร็จ มีผู้วิเคราะห์ว่า นายกฯ หญิงคนนี้ผ่านเข้ามาในเบ้าหลอมการเมืองที่โหดที่สุดยิ่งกว่าทักษิณ ถ้าผ่านไปได้ก็จะเป็นอันตราย ศัตรูต้องทำลายแต่ต้นทาง วันนี้จึงต้องผ่านทั้งกระแสความรัก ความชัง ทั้งน้ำและไฟ เหล็กชิ้นนี้จะถูกหลอมให้เป็นอะไร ถ้าเป็นแค่มีดโกนก็บอบบางเกินไป ควรจะหลอมให้เป็น...ดาบ ที่จะใช้ได้ตั้งแต่ผ่าฟืน ทำกับข้าว จนถึงออกรบ แต่ดาบดี ต้องเผา ต้องตีและชุบหลายครั้ง ก็ได้แต่หวังว่านี่คือเหล็กน้ำพี้ เพราะถ้าไม่สำเร็จก็จะเป็นแค่เหล็กที่ถูกไฟเผา การเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย รับประกันได้ว่าตั้งแต่มีประเทศไทยมา เราไม่เคยได้นายกฯ ที่เป็นคนโง่ ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนเพราะการเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่การถูกล็อตเตอรี่ รางวัลที่หนึ่ง แต่จะต้องฝ่าฟัน ต่อสู้ ใช้กำลังความสามารถของตนเองและกำลังการสนับสนุนจากคนจำนวนมาก จึงจะมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ได้ ไม่มีใครงอกออกมาจากดิน แล้วเป็นนายกฯ การวิจารณ์ว่านายกฯ โง่เพราะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไม่ถูกใจเป็นเรื่องที่บางคนพูดไปตามอารมณ์ เป็นเรื่องปกติ ถ้ามีรายละเอียดของความบกพร่อง รัฐบาลก็ต้องเก็บรับเพื่อนำไปปรับปรุง แต่ก็มีบางคนที่มีเป้าหมายเพื่อทำลาย เพราะนี่เป็นโอกาสดีที่สุด ของฝ่ายตรงข้ามขณะที่รัฐบาลยังไม่ทันตั้งตัวก็มีน้ำหมื่นล้านตันวิ่งเข้าใส่ ต่อให้ยอดมนุษย์ก็แก้ปัญหาไม่ได้ รัฐบาลปัจจุบันต้องโดนด่าแน่นอน จะไปอ้างว่ารัฐบาลเก่าดูแลน้ำไม่ดีก็ไม่มีผลอะไรเพราะเขาไม่ได้รับผิดชอบแล้ว และที่ประชาชนต้องการทันทีคือความช่วยเหลือ ซึ่งรัฐจะช่วยได้อย่างจำกัด เพราะความเดือดร้อนของประชาชนจะกระจายกว้างมาก เป็นล้านครอบครัว อีกทั้งการปฏิบัติการช่วยเหลือก็จะมีความผิดพลาด ทำให้การด่าตามน้ำและ วิจารณ์แบบทับถมได้ผลดีที่สุด คู่แข่งไม่มีทางละเว้นและจะมีของแถมให้ นี่คือเกมการเมืองที่ต้องยอมรับสภาพ คนที่วิจารณ์ว่าคนอื่นโง่นั้น มักจะคิดว่าตัวเอง เป็นผู้ฉลาดสุดยอดทั้งสิ้นทั้งๆ ที่ไม่เคยทำอะไรสำเร็จเลยในชีวิต ส่วนใหญ่จะเป็นแค่ลูกหาบ หรือเหยื่อ แต่ถ้ารู้วิธีก็จะใช้พวกเขาทำงานได้ สภาพของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ในวันที่ถูกน้ำจู่โจมเข้าใส่ เป็นเหตุการณ์ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย การบริหารของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ในวิกฤต ผู้เขียนก็เห็นว่า ทำได้ไม่ดีนัก แต่ถ้าถามว่า จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้ดีกว่านี้อย่างไร ผู้เขียนก็ตอบไม่ได้ กลับไปคิดสามวันก็ตอบได้เพียงแค่เล็กน้อย ที่คิดได้มีแต่การป้องกันระยะยาว มีการระดมผู้รู้ทั้งเมืองไทยและเมืองนอกมาร่วมกันคิดก็ยังไม่มีแนวคิดอะไรที่เฉียบขาดเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีที่ช่วยได้บางส่วนคือการที่ ดร.พิจิตต รัตตกุล นำกระสอบทรายยักษ์ มาชะลอการไหลของน้ำทางทิศเหนือ กทม. แต่ความสำเร็จของการแก้ปัญหา มหาอุทกภัยคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องโง่หรือฉลาด และไม่ควรขึ้นอยู่กับกระสอบทราย แต่เป็นเรื่องของการเตรียมการจัดระบบป้องกันภัยพิบัติขนาดใหญ่ซึ่งประเทศเราไม่มี ในขณะที่ประเทศที่เจริญแล้วมี ความเป็นจริงในสายน้ำ มหาอุทกภัยได้พัดพาหลายสิ่งที่หลบซ่อนอยู่ในซอกลึกของสังคม ออกมาให้เราเห็น สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่อยู่ในตรอก ในซอก ในสวน ในนาไร่ คนเจ็บป่วย พิการ สารพัดปัญหาของคนที่ยากดี มี จน ลอยออกมากับสายน้ำผ่านจอโทรทัศน์ ผ่านอินเตอร์เน็ต นี่คือผู้คนที่ต้องต่อสู้และเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งชีวิต เวลาปกติก็ลำบากยากจนกว่าคนอื่น เวลาน้ำท่วมก็ท่วมจนมิดหลังคา มิดหัว ไม่มีปัญญาหลบไปพักผ่อนในโรงแรมหรือ อพาร์ตเมนต์เป็นที่พักพิงชั่วคราว ที่ดีที่สุดคือศูนย์อพยพหรือไม่ก็เป็นหลังคาบ้านตัวเอง แม้กระนั้นพวกเขาก็ยังถูกขอร้องให้เสียสละ คนที่ต้องเสียสละคนแรกคือคนที่ถูกหาว่าโง่ที่ออกมารับเป็นนายกรัฐมนตรี วันนี้น้ำตาต้องไหล เหงื่อไคลต้องหยด แต่ก็ต้องเดินหน้าช่วยเหลือผู้คนที่ยากลำบากต่อไป ในเมื่อตัวเองไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุดและไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุด ก็ต้องหาวิธี ระดมความแข็งแรง ระดมสมองของคนที่มีกำลังมากกว่า และฉลาดกว่ามารับใช้ประชาชนให้เต็มที่ ไม่ว่าคนพวกนั้นจะคิดเหมือนหรือแตกต่าง ++