หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

นีโมนิค : Mnemonic

นีโมนิค
นีโมนิค เป็นคำอ่านทับศัพท์จากคำว่า Mnemonic ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณ ตามพจนานุกรมภาษาอังกฤษแปลว่า สิ่งที่ช่วยให้จำได้ เช่น สูตร กฎ
เห็นชื่อฝรั่งๆ อย่างนี้แต่ความจริงแล้วในประเทศไทยมีการให้เทคนิคนี้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันไม่น้อย มีดังต่อไปนี้

ภาษาไทย
 การจำอักษรกลาง ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป อ จะได้จำเป็นตัวอักษรก็จำยากก็เลยนำมาเรียงร้อยให้เป็นประโยคดังนี้ ไก่จิกเด็กตาย (เฎ็กฏาย) บนปากโอ่ง ทำให้ง่ายต่อการจำ
 การจำอักษรสูง ผ ฝ ถ (ฐ) ข ส (ศ ษ) ห ฉ ก็เป็น ผีฝากถุงข้าวสารให้ฉัน
 การจำอักษรต่ำเดี่ยว ง ญ น ย ณ ร ว ม ฬ ล เป็น งูใหญ่นอนอยู่ ณ ริมวัดโมฬีโลก
 การจำอักษรต่ำคู่ พ ธ ช ซ ฟ ฮ ค ก็เป็น พี่เธอชอบแซวแฟนเฮียเคี้ยง หรือจะใช้ พ่อค้าฟันทองซื้อช้างฮ่อ ก็ได้หรือถ้าให้ทุกตัวก็ พี่ เฌอ ภพ ฆ่า ฅน เฒ่า ซื้อ ฟัน คม ที่ ธง โฑ เชิด ฮูก นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างในการช่วยจำเท่านั้น ใครไม่ชอบประโยคตัวอย่างข้างต้นก็สามารถแต่งให้เป็นของตัวเองได้ตามสบาย
 การจำอักษรตำ ฅน เฒ่า ใช้ โซ่ ยักษ์ มัด ฮูก ฟาง ธง ทาส และ ฆ่า งู ใหญ่ ณ รั้ว วัด เฌอ โฑ ฬี เภา ใน คืน เพ็ญ
 ในการเขียนภาษาไทยบางคำ
 ตักบาตร กับ บิณฑบาต เทคนิคในการจำคือ ตักบาตร เราต้อง "รอ" (ร) พระจึงต้องมี “ร” ส่วนพระท่านบิณฑบาตนั้นท่านไม่ต้อง “รอ” (ร)
 อนุญาต หลายๆ คนมักเติมสระอิบน ต เพราะคิดว่ามันก็คล้ายกับคำว่า ญาติ แต่ความหมายมันแตกต่างไปอย่างมหาศาล เพราะถ้าคุณเขียนเป็น "อนุญาต" เท่ากับว่าญาติคุณไปเป็นเมียน้อยของใครสักคน เพราะฉะนั้นไม่อยากให้คนในครอบครัวเป็นเช่นนั้นก็ตัดสระอิออกจากคำว่า "อนุญาต" ซะ
 ในการจำทิศทั้งแปด ได้แก่ อุดร อีสาน บูรพา อาคเนย์ ทักษิณ หรดี ประจิม พายัพ ให้เราจำเฉพาะตัวหน้าเท่านั้น ก็คือ อุ อี บู อา ทัก ห ประ พา สั้นกว่าแบบแรกอีกเป็นกอง

วิทยาศาสตร์
 การจำดาวเคราะห์ทั้ง 9 ดวง พุธสนุกศุกร์ดีเป็นศรีโลก อังคารโยกพฤหัสเยกไปเขกเสาร์ ยูเรนัสเนปจูนหมุนไม่เบา พลูโตเศร้าอยู่ไกลกว่าใครเอย จำเป็นบทกลอนก็ได้ง่ายต่อการจำที่ไม่เหมือนใครแล้วก็ไพเราะไปอีกแบบ
 การจำสีรุ้งทั้ง7 ให้จำเป็น ม้าคอกนี้เขียวและสวยดี ถอดออกเป็นสีดังนี้ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ครบเจ็ดสีไม่ตกหล่น

เคมี
 การจำสัญลักษณ์ในตารางธาตุ สัญลักษณ์ชื่อธาตุเป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน ดังนั้นอาจจะทำให้ฝรั่งเองก็ต้องใช้เทคนิคนี้เข้าช่วย ตัวอย่าง สัญลักษณ์ของธาตุปรอท คือ Hg (hydrargyrus) มาอยู่ๆ ให้จำ Hg คือปรอทก็คงจำไม่ไหว ดังนั้นเขาจึงวาดภาพเป็นรูปห่านคาบปรอทวัดไข้ แล้วเขียนคำกำกับภาพลงไปด้วย ว่า Hot Goose mercury thermometer

คณิตศาสตร์
 ค่าพาย (Pi) เป็นอัตราส่วนระหว่างเส้นรอบวงต่อเส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลม คือ 3.14159265358979 แบบนี้เป็นใครก็ไม่อยากจำแล้ว เขาจึงแต่งเป็นประโยคให้สัมพันธ์กับตัวเลข “how I want a drink, alcoholic of course, after the heavy lectures involving quantum mechanics!” ให้สังเกตจำนวนอักษรในแต่ละคำจะเท่ากับจำนวนตัวเลขข้างต้น

ฟิสิกส์
 อัตราความเร็วแสง มีค่าเท่ากับ 299,792,458 เมตร/วินาที โดยนิยาม อาจจะดูง่ายกว่าค่าพายข้างต้นแต่ให้จำก็จำได้สักครู่ก็ลืมแล้ว เขาก็มีเทคนิคคล้ายๆ ค่าพายเหมือนกันนั่นก็คือ “We guarantee certainty, clearly referring to this light mnemonic.”

ภาษาอังกฤษ
 การสะกดคำ เจ้าของภาษาบางครั้งก็มีการสะกดคำผิดบ้างด้วยเหตุนี้จึงใช้เทคนิคช่วย เช่น คำว่า argument (แปลว่าการถกเถียงหรือการทะเลาะเบาะแว้ง) เขาก็เขียนสลับเป็น aguement เพราะคำกริยาคือ ague ดังนั้นเขาจึงผูกประโยคเป็น “I lost an e in an argument” (คล้ายๆ คำว่า ตักบาตร กับ บิณฑบาต ของไทย)

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

HELLO! FAMILY!

Keep going, it would be good for you to recognize your role in life.
Do you know what is family?
บทบาทและหน้าที่ในชีวิตของเรา จงจดจำและรักษาให้คงไว้ เพราะมันจะเป็นสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์อย่างแน่นอน

Do you really understand what is behind the word family?
It gives us a shock when we know the answer.
คุณรู้หรือไม่ว่า อะไรคือครอบครัว?
แล้วคุณเข้าใจจริง ๆ หรือเปล่า ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในคำว่า ครอบครัว (family)?
บางทีเราอาจจะถึงชั้นตกใจ จนช็อก เลยก็ได้ เมื่อได้รู้คำตอบ

FAMILY
Father And Mother, I Love You

WHY does a man want to have a WIFE?
Because: ทำไมผู้ชายทุกคนต้องมีภรรยา ก็เพราะว่า
W---Washing คือการซัก
I---Ironing คือการรีด
F---Food คือเรื่องอาหารการกิน
E---Entertainment คือเรื่องความบันเทิงรื่นเริงใจ

WHY does a woman want to have a HUSBAND? Because:
แล้วผู้หญิงล่ะ ทำไมถึงต้องมีสามี ก็เพราะว่า
H---Housing คือเรื่องที่อยู่อาศัย
U---Understanding คือความเข้าใจ
S---Sharing คือการแบ่งปัน
B---Buying คือการจับจ่าย
A---and และ
N---Never ไม่เคย
D---Demanding เรียกร้อง

Do you know that a simple "HELLO" can be a sweet one?
Especially from our loved ones. The word HELLO means: แล้วคำว่ Hello ล่ะ ความหมายมันจริง ๆ คือ
H=How are you? สบายดีไหม
E=Everything all right? ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะ
L=Like to hear from you อยากได้ยินข่าวคราวจากคุณ
L=Love to see you soon! หวังเป็นอย่างยิ่งจะพบกันอีก
O=Obviously, I miss you ..... so, คิดถึงคุณมากมาย จากใจจริง ๆ เลย
HELLO! Good day! สวัสดี

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ลิงกับลา


หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัว คือ ลิงและลา
วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิง แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง
เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป
ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อย ๆ คลายปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย
หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้น ห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว
อีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉย ๆ สักครู่หนึ่ง
หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่าง ก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง

ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะขึ้นทันที หันมองลิงและลา
เพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เองคือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ

ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมาทุบตีลาอย่างรุนแรง ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย
เธอทั้งหลาย...
เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของทำโทษจนตาย
ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำของหญิงชาวบ้าน
ที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้ เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไปตามความรู้สึกและประสพการณ์ส่วนตัว เธอมองเห็นข้าวของเสียหาย
และมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่าลาคงเป็นผู้กระทำ แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก และไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย
เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือลิง ความจริงถ้าเธอรู้จักสำรวจ
ร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย เธอก็จะพบรอยเท้าและฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลย เพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน

...................................................................................................................
เหตุที่องค์กรต้องเหน็ดเหนื่อยทรมานกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะความสะเพร่าของผู้นำที่ "ปล่อยให้ลิงสร้างปัญหา แต่ลารับเคราะห์"
ลาก็เหมือนกับคนที่ปฏิบัติงานได้ตามหน้าที่ แต่ไม่ค่อยมีปากมีเสียง พูดจาตรงไปตรงมาแต่ไร้เลห์เหลี่ยม ลิงก็เหมือนกับคนที่ฉลาดแกมโกง
พูดมากพรีเซ็นต์เก่ง อ้างอิงตำราได้สารพัด แต่ไม่เคยทำงานจริง นายที่ดีไม่ควรปล่อยให้ลิงหลงระเริงว่าทำผิดเท่าไหร่นายก็ไม่มีทางรู้
ผู้เป็นนายไม่ควรยึดติดความสบาย นั่งขึ้นอืดรอฟังแต่รายงานในห้องประชุม รู้จักยอมเสียสละตน สละเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อค้นหาความจริง
เพื่อควบคุมเจ้าลิง เพราะไม่เช่นนั้น องค์กรก็จะทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถาลิงสงบได้องค์กรก็จะพลอยสบายและมีความสุขอย่างยั่งยืนไปด้วย

กล่องกระดาษของพ่อ


มีพ่อลูกคู่หนึ่งอาศัยอยู่ที่ชายป่า พ่อมีอาชีพปลูกผักและเก็บไปขายในเมือง
ส่วนลูกชายอายุ 10 ขวบมีหน้าที่สำคัญคือไปโรงเรียนและตั้งใจศึกษา หาความรู้

ลูกชายของคนปลูกผักเป็นเด็กเรียนดีมีมารยาท เป็นที่รักใคร่ของครูบาอาจารย์
และผู้ใหญ่ที่พบเห็น แต่มาในระยะหลัง ผู้เป็นพ่อสังเกตเห็นว่า ลูกมักจะกลับมาบ้าน
ด้วยใบหน้ าที่่บึ้งตึง เหมือนมีเรื่องขุ่นมัวในใจ จึงเรียกเข้ามาคุยด้วยในเย็นวันหนึ่ง

" ลูกรัก ระยะหลังมานี้พ่อรู้สึกว่าลูกไม่ค่อยมีความสุขนัก หน้าตาของลูกบึ้งตึงไม่ชวนมอง
โดยเฉพาะเวลาที่กลับจากโรงเรียน มีอะไรเกิดขึ้นกับลูก บอกความจริงกับพ่อมาเถิด"

ลูกชายไม่่คิดปิดบังพ่อของเขาอยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาเขาเห็นว่า
พ่อเหนื่อยเพราะทำงานหนัก จึงไม่อยากรบกวนให้ต้องมากังวลด้วยเรื่องของตนอีก
แต่เมื่อพ่อเอ่ยปากถามมาเช่นนี้ เขาก็จำเป็นต้องพูดความจริงออกไป

"ที่ห้องของผมมีนักเรียนย้ายมาใหม่ครับ เขาเป็นลูกคนมีเงิน แต่ชอบดูถูกคน
และมักรังแกเพื่อนที่อ่อนแอกว่าเสมอ เมื่อเขาเห็นว่าผมสอบได้คะแนนดี
และได้รับคำชมจากครูบ่อย ๆ เขาก็มักพูดจาถากถาง และคอยกลั่นแกล้งผมอยู่ตลอดเวลา"
ลูกชายระบายให้พ่อของเขาฟังอย่างคับแค้นใจ

" แล้วลูกทำอย่างไรเมือโดนเขาแกล้ง" ผู้เป็นพ่อถามต่อ

" ผมพยายามไม่สนใจ แต่เขาก็ไม่ยอมลดละ ผมคิดว่า
ผมคงทนเขาไปได้อีกไม่นานหรอกครับพ่อ สักวันผมจะต่อยเขา
เอาให้เลือดของเขาไหลออกมาล้างปากเสีย ๆ ของเขาบ้าง"

พูดจบ ผู้เป็นลูกก็ตกใจวูบขึ้นมาทันที เพราะนึกได้ว่าตนเองเผลอ
ใช้คำพูดที่รุนแรงออกไป เขาเหลือบมองหน้าพ่อ คิดว่าพ่อจะต้องโกรธมากแน่ ๆ
เพราะพ่อสอนเขาให้เป็นผู้ชายที่สุภาพบุรุษ ไม่ทำตัวเกกมะเหรกเกเร
หาเรื่องชกต่อยกับใคร ทว่า พ่อของเขากลับไม่ได้พูดหรือแสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา !
ลูกชายชั่งใจดูท่าทีของพ่ออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า

"ผมรู้ว่าพ่อไม่ชอบให้ผมก้าวร้าว แต่ผมทนไม่ไหวแล้วครับ
ผมอยากให้ไอ้คนที่ทำกับผมรู้จักความเจ็บปวดและอับอายบ้าง
มันจะได้รู้ว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไรเวลาที่ถูกกลั่นแกล้ง"

ผู้เป็นพ่อมองหน้าลูกชายแล้วยิ้มน้อย ๆ เขาบอกแก่ลูกด้วยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันเลยว่า

" อีกสามวันจะเป็นวันเกิด ครบสิบเอ็ดขวบของลูก ตัวพ่อเองก็ยากจน
ไม่เคยให้ของขวัญอะไรลูกเลย แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่พ่อจะให้ของขวัญแก่ลูก"

ลูกชายรู้สึกงุนงงที่จู่ ๆ พ่อก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา อย่างไรก็ตามเขารู้สึกดีใจมาก
และเฝ้านับวันรอให้วันเกิดในอีกสามวันมาถึงเร็ว ๆ ครั้นเมื่อถึงวันเกิดของลูกชาย
คนปลูกผักก็นำของขวัญมามอบให้แก่ลูกชายของเขาตามสัญญา
เป็นกล่องกระดาษสีขาว และ สีดำ ขนาดใหญ่ อย่างละ 1 กล่อง

" พ่อครับ ทำไมต้องให้ของขวัญแก่ผมตั้งสองชิ้นล่ะครับ
ถึงผมจะอยากได้ของขวัญจากพ่อ แต่แค่ชิ้นเดียวก็น่าจะพอแล้ว"
ลูกชายกล่าวด้วยความเกรงใจ ด้วยรู้ว่าพ่อขายผักแต่ละครั้งได้เงินไม่มากนัก

" ลูกรัก พ่อตั้งใจมอบของขวัญให้ลูกเช่นนี้เอง เพราะมันจำเป็นแก่ตัวลูกทั้งสองกล่อง จงรับไปจาก พ่อเถิด"

ลูกชายก้มลงกราบเท้าพ่อและกล่าวคำขอบคุณอย่างซาบซึ้งใจ
จากนั้นเขาจึงลงมือแกะเชือกที่ผูกกล่องกระดาษสีขาวออก
แต่ก็พบว่า ในกล่องสีขาวนั้น ไม่มีอะไรอยู่เลย
เขาหันไปมองหน้าพ่อเป็นเชิงคำถาม
" เปิดกล่องสีดำด้วยสิลูกรัก" พ่อของเขากล่าวแทนคำตอบ

ลูกชายรีบแกะเชือกที่ผูกกล่องสีดำออก
แต่ในกล่องสีดำก็ไม่มีอะไรเลยเช่นเดียวกับกล่องสีขาว
นอกจากรูขนาดใหญ่ที่ถูกเจาะเอาไว้ตรงก้นกล่องเท่านั้น

" พ่อครับ ไม่! มีอะไรอยู่เลยนี่ครับ" ลูกชายบอกกับพ่อของเขา
"พ่อลืมใส่ของลงไปหรือเปล่าครับ หรือเพราะว่ากล่องกระดาษสีดำก้นรั่ว
ของที่พ่อใส่ไว้ก็เลยหล่นหายไปโดยที่พ่อไม่รู้ครับ" ผู้เป็นพ่อยิ้มอย่างใจดี
ก่อนจะเดินไปนั่งข้าง ๆ ลูกชายพร้อมกับบอกว่า

" พ่อคงให้ของขวัญแก่ลูกได้แค่กล่องกระดาษสองใบนี้ แต่ของที่อยู่ข้างใน !
ลูกจะต้องเป็นผู้ใส่มันลงไปเอง กล่องกระดาษสีขาวเป็นกล่องแห่งความสุข
ต่อไปนี้ เมื่อไรก็ตามที่ลูกได้พบกับสิ่งดี ๆ หรือเรื่องที่ทำให้ลูกมีความสุข
ขอให้ลูกเขียนมันลงไปในเศษกระดาษและนำมาใส่ไว้ในกล่องสีขาว
ส่วนกล่องสีดำคือกล่องแห่งความทุกข์ ไม่ว่าอะไรที่ทำให้จิตใจของลูกเป็นทุกข์ มัวหมอง
ให้ลูกเขียนและนำมาใส่ไว้ในกล่องสีดำ แล้ววันหนึ่ง เราจะมาเปิดกล่องทั้งสองใบนี้ดูด้วยกัน"

แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อจะต้องให้ทำเช่นนี้ แต่ลูกชายก็ยอมทำตามคำขอของพ่อแต่โดยดี
ทุก ๆ วันเขาจะนำเศษกระดาษมากมายที่เขียนเรื่องราวดี ๆ ในชีวิตหย่อนลงไปในกล่องสีขาว
และเอาเศษกระดาษอีกมากมายที่เขียนเรื่องราวไม่ดีหย่อนลงไปกล่องสีดำ
โดยผู้เป็นพ่อคอยเฝ้ามองการกระทำนี้อยู่เงียบ ๆ

สามเดือนผ่านไป เย็นวันหนึ่งลูกชายกลับมาจากโรงเรียนด้วยอารมณ์
ที่พลุ่งพล่านยิ่งกว่าวันไหน ๆ เขาโยนกระเป๋านักเรียนลงบนเก้าอี้ด้วยความกราดเกรี้ยว
และทำท่าจะผลุนผลันออกจากบ้านไปอีกครั้ง แต่คนปลูกผักสังเกตเห็นก่อน
เขาปราดเข้าไปยุดตัวลูกชายไว้และสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น

" ผมทนไม่ไหวแล้วครับพ่อ ไอ้คนเลวคนนั้นมันดูถูกพวกเรา
มันว่าพ่อเป็นแค่คนปลูกผักยากจน มันว่าเราสองคนเป็นคนชั้นต่ำไม่มีเกียรติ
แล้วมันยังขโมยหนังสือเรียนของผมไปทิ้งในถังขยะด้วย ผมจะไปจัดการมัน
จะทำให้มันเจ็บและจำไปจนตายเลยที่มันบังอาจมาดูถูกพ่อ"

คนปลูกผักไม่ได้โกรธตามลูกชาย เขาเพียงแต่ถามลูกว่า
"วันนี้ลูกเขียนเรื่องสุข และทุกข์ใส่ในกล่องสีขาวและกล่องสีดำหรือยัง"

ลูกชายประกาศเสียงกร้าวทันทีว่า " ผมจะไปจัดการไอ้คนนั้นก่อน
ให้มันรู้ว่าเราจะไม่ยอมให้มันมาดูถูกเราได้อีก"

" ลูกต้องไปเขียนก่อน" พ่อบอกเสียงเรียบ "
เพราะวันนี้เราจะเปิดกล่องนั้นออกดูด้วยกัน"

ลูกชายมองหน้าพ่ออย่างฉงน ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อจะต้องให้เปิดกล่องพวกนั้นในเวลานี้ด้วย
แต่เขาไม่ใช่เด็กดื้อ จึงยอมข่มอารมณ์โกรธลงชั่วคราวแล้วทำตามที่พ่อบอก

หลังจากหย่อนกระดาษความสุขความทุกข์ลงในกล่องกระดาษสีขาวสีดำเรียบร้อยแล้ว
ผู้เป็นพ่อจึงบอกให้ลูกชายยกกล่องกระดาษสีขาวมาวางไว้บนโต๊ะหน้าบ้าน

" โอ้โห แค่สาม! เดือนที่ผมใส่เศษกระดาษลงไป ผมไม่คิดเลยว่าจะทำให้กล่องสีขาวหนักได้ขนาดนี้"
ลูกชายอุทานอย่างคาดไม่ถึง ผู้เป็นพ่อยิ้ม และบอกว่า " ทีนี้ลูกไปยกกล่องสีดำมาวางตรงนี้ด้วยสิ"

" กล่องสีดำน่าจะหนักกว่านี้อีกนะครับ เพราะว่าผมใส่เรื่องไม่ดีของคนที่ชอบแกล้งผมเอาไว้มากทีเดียว"

แต่ทันทีที่ลูกชายยกกล่องกระดาษสีดำขึ้นจากที่ตั้งเดิมของมัน
เศษกระดาษมากมายที่เคยอัดแน่นอยู่ภายในก็ร่วงพรูออกมาจากก้นกล่อง
บัดนี้ กล่องกระดาษสีดำก็เบาหวิวไร้น้ำหนัก เพราะไม่มีอะไรคงเหลืออยู่ในนั้นแล้ว

ลูกชายหันไปมองหน้าพ่อ " ผมลืมไปเสียสนิทเลยครับว่ากล่องใบนี้มีรูอยู่ด้วย
เดี๋ยวผมจะเก็บเศษกระดาษพวกนี้ไปใส่กล่องใบใหม่นะครับ"

แต่ผู้เป็นพ่อบอกว่า "เก็บไปทำไมล่ะลูก เมื่อมันร่วงออกมาจากกล่องแล้วมันก็คือขยะ
ใส่กลับเข้าไปไม่ได้อีก ลูกไปเอาไม้กวาดมากวาดมันทิ้งไปให้หมดเถิด
ต่อไปกล่องแห่งความทุกข์ของลูกจะได้ว่างเปล่า ไม่มีความขุ่นข้องหมองใจเหลืออยู่อีก
ในขณะที่กล่องแห่งความสุขของลูกจะเต็มไปด้วยความสุขตลอดเวลา"

" อันที่จริง เมื่อลูกบอกพ่อว่า ลูกทนคนที่กลั่นแกล้งทำร้ายลูกไม่ไหวนั้น
พ่อก็ไม่เห็นว่าทำไมลูกจะต้องทนเขาด้วย เพราะเรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องทนเลย
เพียงแค่ลูกไม่เก็บเอาสิ่งแย่ ๆ ที่เขาทำกับลูกมาขังไว้กับตัวเอง
ไม่ต้องไปทำความรู้จักมัน ความทุกข์นั้นก็ระรานหัวใจของลูกไม่ได้
ดูในกล่องสีขาวสิลูก ความสุขความภูมิใจของลูกตั้งมากมายก็อัดแน่นอยู่ในนั้น
ทำไมลูกถึงมองข้ามไป ละทิ้งความทุกข์ซึ่งไร้ประโยชน์กับชีวิตของลูก
แล้วอยู่กับสิ่งที่ทำให้ลูกเป็นสุขไม่ดีกว่าหรือ"

ลูกชายมองหน้าพ่ออย่างอัศจรรย์ใจ เขาเพิ่งเข้าใจความหมายของ
กล่องกระดาษสองใบนั้นอย่างแจ่มชัดในวันนี้เอง
! ความโกรธขึ้งที่มีต่อเพื่อนคนนั้นค่อย ๆ จางหาย
หัวใจผ่อนค! ลายไม่บีบรัดเหมือนเมื่อครู่ ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะ
กล่องแห่งความทุกข์ของเขาว่างเปล่าแล้วนั่นเอง

บทสรุปของผู้แต่ง

ช่างน่าฉงนจริง ๆ ที่คนเรามักจะจดจำเรื่องราวที่ทำให้ตนเองเจ็บปวดได้แม่นยำ
และยาวนานกว่าความสุขอีกตั้งมากมายที่เราเคยรู้จัก

สิ่งที่คนปลูกผักมอบให้เป็นของขวัญแก่ลูกชายไม่ใช่แค่กล่องกระดาษสีขาวหรือสีดำ

แต่เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข ด้วยการละทิ้งความทุกข์
แล้วทำความรู้จักกับความสุขที่มีให้มากกว่าเดิม เพียงการให้ที่แสนจะธรรมดาครั้งเดียวนี้
ก็ทำให้ลูกของเขารู้จักความสุขไปจนตลอดชีวิต
เราอาจจะเลี่ยงคนสกปรกที่ชอบโยนขยะและความโสโครกใส่หน้าบ้านเราไม่ได้

แต่เราก็เลือกที่จะไม่ก้มลงเก็บมันเข้ามาไว้ในบ้านและกวาดมันทิ้งไปอย่างไม่แยแสได้
แน่นอนว่าการรับมือกับคนพวกนี้เป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย แต่ถ้าเราทำได้
ต่อไปความสกปรกก็จะหายไปจากหน้าบ้านของเราเองโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย

ขอบคุณนิทานดี ๆ จากหนังสือด้วยรักบันดาล นิทานสีขาว

เล่าเรื่องโดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เขาชื่อ "ศรัทธา" (Meet Faith the Dog )


This dog was born on Christmas Eve in the year 2002. He was born with 2 legs -
He of course could not walk when he was born. Even his mother did not want him.
สุนัขตัวนี้เกิดในวันก่อนคริสต์มาส ปีค.ศ. 2002 เขาเกิดมามีเพียง 2 ขา และแน่นอนว่าเขาเดินไม่ได้ตอนที่เขาเกิด แม้แต่แม่ของเขาก็ยังไม่ต้องการเขา

His first owner also did not think that he could survive and he was thinking of 'putting him to sleep'.
But then, his present owner, Jude Stringfellow, met him and wanted to take care of him.
She became determined to teach and train this little dog to walk by himself.
She named him 'Faith'..
เจ้าของคนแรกก็ไม่คิดว่าเขาจะสามารถมีชีวิตรอดได้และกำลังตัดสินใจว่าจะ "ทำให้เขาหลับไปเลย" แต่แล้ว เจ้าของคนปัจจุบัน จูด สตริงเฟลโลว ก็มาพาเข้าและต้องการที่จะดูแลเขา เธอตัดสินใจแน่วแน่ที่จะสอนและฝึกให้สุนัขน้อยตัวนี้เดินได้ด้วยตัวเอง เธอตั้งชื่อเขาว่า "ศรัทธา"

In the beginning, she put Faith on a surfboard to let him feel the movement. Later she used peanut butter on a spoon as a lure and reward for him for standing up and jumping around.
Even the other dog at home encouraged him to walk.
ในตอนแรก เธอวางศรัทธาไว้บนกระดานโต้คลื่นเพื่อให้เขาได้รับรู้ถึงความเคลื่อนไหว ต่อมาเธอก็ใส่เนยถั่วไว้ในช้อนเพื่อล่อให้เขายืนขึ้นและกระโดดไปรอบ ๆ และให้เขาเป็นรางวัลเมื่อทำได้ แม้แต่สุนัขอื่น ๆ ในบ้านก็ยังช่วยสนับสนุนให้เขาเดิน

Amazingly, only after 6 months, like a miracle, Faith learned to balance on his hind legs and to jump to move forward.
เป็นที่น่าประหลาดใจ หลังจากผ่านไปเพียงหกเดือน เหมือนอัศจรรย์ ศรัทธาเรียนรู้ที่จะยืนด้วยขาหลังและกระโดดไปรอบ ๆ เพื่อเคลื่อนที่ไปข้างหน้า

After further training in the snow, he could now walk like a human being.
หลังจากการฝึกฝนเพิ่มเติมในหิมะ ตอนนี้เขาสามารถเขาสามารถเดินได้เหมือนมนุษย์

Faith loves to walk around now.
ตอนนี้ศรัทธารักที่จะเดินไปรอบ ๆ

No matter where he goes, he attracts people to him. He is fast becoming famous on the international scene and has appeared on various newspapers and TV shows.
ไม่ว่าเขาจะเดินไปที่ไหน เขาดึงดูดความสนใจจาผู้คน เขามีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วในระดับนานาชาติและได้ปรากฎตัวในหนังสือพิมพ์หลาย ฉบับและรายการทีวีอีกมากมาย

There is now a book entitled 'With a Little Faith' being published about him.
He was even considered to appear in one of Harry Potter movies.
ขณะนี้มีหนังสือชื่อว่า "With a Little Faith" ได้ตีพิมพ์เรื่องราวเกี่ยวกับเขา เขายังเคยได้รับการพิจารณาให้ร่วมในภาพยนตร์แฮรี่ พอร์ตเตอร์อีกด้วย

His present owner Jude Stringfellew has given up her teaching post and plans to take him around the world to preach that even without a perfect body, one can have a perfect soul'.
เจ้าของคนปัจจุบัน จูด สตริงเฟลโลว หมดหน้าที่ในการสอนและวางแผนที่จะพาเขาเดินทางไปรอบโลกเพื่อไปแสดงให้ผู้คนเห็นว่า ทุกคนสามารถจะมีจิตวิญญาณที่สมบูรณ์ได้ ถึงแม้ว่าจะปราศจากร่างกายที่สมบูรณ์

In life there are always undesirable things, so in order to feel better you just need to look at life from another direction.
ชีวิตมักต้องเผชิญสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ดังนั้นเพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีขึ้น คุณก็เพียงจำเป็นต้องมองดูชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่ง

I hope this message will bring fresh new ways of thinking to everyone and that everyone will appreciate and be thankful for each beautiful day.
ฉันหวังว่าข้อความนี้ จะนำแนวคิดใหม่ที่สดใสมาให้กับทุกคน และหวังว่าทุกคนจะชื่นชมและรู้สึกขอบคุณสำหรับแต่ละวันที่สวยงาม

Faith is the continual demonstration of the strength and wonder of life.
ศรัทธายังคงเป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึง พลังและความพิศวงของชีวิตต่อไป

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เพื่อน....

คนเรามีความรู้สึกรัก ชอบ โกรธ เศร้า ไม่ต่างกัน
ขึ้นอยู่กับว่าเวลาไหนมันจะแสดงออกมามากน้อยเพียงใดเท่านั้น
" คนที่จะหัวเราะได้เสียงดัง ข้างในคงต้องขำบ้างพอสมควร
คนที่น้ำตาจะไหลได้ ข้างในคงมีเรื่องปวดร้าว....
ถ้าไม่นับการร้องไห้ที่มาจากความปิติ "

โลกสอนมนุษย์ว่าทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง...
แต่โลกก็กลับสอนให้มนุษย์ผูกพัน

เด็กๆ จะมองว่าผู้ใหญ่ซีเรียส
ในขณะที่ผู้ใหญ่จะบอกว่า เด็กไร้สาระ
เพราะเด็กไม่เคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อน
วันหนึ่งเค้าคงจะรู้ว่า ทำไมถึงต้องมีเรื่องซีเรียส
สำหรับผู้ใหญ่ซึ่งได้ผ่านวัยเด็กมาแล้วอาจจะลืมไปว่า
ณ วันที่ผ่านมา" สาระ " ในชีวิตของเค้า คืออะไร

คนที่ตลกหัวเราะสดใส ก็คือ
คนเดียวกับคนที่สามารถร้องไห้ฟูมฟายได้
เพียงแต่คุณจะได้เห็นหรือเปล่าเท่านั้น
อาจจะเคยได้ยินว่า
"คนที่หัวเราะได้ดังที่สุด ก็คือคนที่สามารถร้องไห้ได้ดังที่สุดเช่นกัน"

เวลาที่เรารักใคร เราจะรู้สึกตัวเล็กเหลือเกิน...
เวลาใครรักเรา เราจะรู้สึกตัวใหญ่เหลือเกิน...
แต่..ถ้าเราเจอคนที่เรารักเค้าและเค้าก็รักเรา เราจะผลัดกันตัวเล็ก ตัวใหญ่

ผู้ชายที่ร้องไห้ และยอมรับว่าตัวเองร้องไห้ เค้าคือสุภาพบุรุษที่สุด
อย่างน้อยการซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง... คือความกล้าหาญสุดยอด


เพื่อนที่ดีที่สุด คือ
คนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไรกันซักคำ
แต่สามารถเดินจากไป ด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกันอย่างประทับใจที่สุด

ใครหลายคนไม่กล้าเข้าไป
ปลอบโยนให้คำปรึกษากับเพื่อน
เพราะคิดว่าเราไม่รู้จะบอกเค๊ายังไง
เพราะเราเป็นแค่เพื่อน
แต่ความจริงแล้ว...คุณเป็นตั้งเพื่อนต่างหาก

วันที่คุณเข้มแข็งและแข็งแรงพอ
อย่าลืมเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับคนที่มีปัญหาด้วย
"เอาไหล่ให้เค้าพิง เอามือให้เค้าจับ"
100 คำพูดดี ดี ไม่เท่ากับ 1 สัมผัสที่มีค่าหรอกนะ

ก่อนที่วันนี้ .. คุณจะทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ
อย่าลืมสำรวจตัวเองก่อนว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา...
" คุณทำใครหล่นหายไปจากชีวิตหรือเปล่า "

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์


ชื่อของ "หนูดี" วนิษา เรซ ครูอนุบาลสาวสวยลูกครึ่งไทย-อเมริกันวัย 30 ปี หลายคนอาจจะพอคุ้นๆหูและ
หน้าตาเธอขึ้นบ้างแล้ว โดยเฉพาะหลังจากออกรายการจับเข่าคุยกับสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรข่าวสุดฮอต
ยิ่งส่งผลให้เธอดังเป็นพลุแตกกับความสวยรวยความเก่ง มากไปด้วยความสามารถของเธอ

"คุณหนูดี-วนิษา เรซ" ดีกรีผู้เชี่ยวชาญด้าอัจฉริยภาพจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เจ้าของโรงเรียนและสถาบัน
อัจฉริยะ สร้างได้ อีกทั้งยังเป็นคนแรกที่ทำอาชีพเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ ซึ่งไปถามใครที่ไหนเชื่อเถอะว่า
น้อยคนนักที่จะรู้จักอาชีพนี้ เพราะเมื่อเอ่ยถึงการฝึกความอัจฉริยะหรือการพัฒนาสมองเรามักจะนึกถึงเด็กเล็กๆ
ซึ่งน่าจะเหมาะกับการพัฒนาและฝึกฝนมากกว่าผู้ใหญ่ แท้ที่จริงแล้วผู้ใหญ่ทุกคนก็สามารถสร้างความเป็นอัจฉริยะได้
อย่างที่คุณหนูดีกล่าวว่า "สมองของเรามีเซลล์สมองเท่ากับไอน์สไตน์ " เพียงแค่ดูแลสมองให้มีสุขภาพดี
ด้วยเทคนิค ที่ควรเอ็กเซอร์ไซส์ให้สมองไบรท์ดังต่อไปนี้

1. จิบน้ำบ่อยๆ สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำ หล่อเลี้ยง
ถ้าไม่มีน้ำต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยวซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือ
คิดไม่ค่อยออกแต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

2. กินไขมันดี คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมันซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ
แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน
นมถั่วเหลือง วิตามินรวมน้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมอง
เข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการ
เห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

4. ใส่ความตั้งใจ การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้อง เกิด ระหว่างวันสมอง
จะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จใน สิ่งต่างๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำ
จริงกับสิ่งที่คิดขึ้นทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข
หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่นกินอาหารร้านใหม่ๆ
รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น
เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้
และสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง
การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น
ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น
เพราะการเขียนเรื่องดีๆทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดีตื่นมาทำสมาธิ
ได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

9. ฝึกหายใจลึกๆ สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ
จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น
ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยาย

อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนตามเทคนิคง่ายๆ ทั้ง 9 ข้อนี้อาจจะไม่ทำให้เกิดอัจฉริยะข้ามคืนได้
เพราะต้องอาศัยระยะเวลาในการเรียนรู้ แต่สิ่งที่ได้ในเบื้องต้นคือการมีสุขภาพดีทั้งกายและใจแบบชนิดที่เรียกว่า
"สวยทั้งภายในและภายนอก" อย่างแน่นอน

คนขายสุนัข และ ลูกสุนัข 7 ตัว


มีร้านค้าแห่งหนึ่ง ติดประกาศขายลูกสุนัข 7 ตัว
เมื่อรู้ข่าว ก็มีเด็กๆ แวะเวียนเข้ามาเล่น มาชมลูกสุนัขทุกวัน
แต่ก็ยังไม่มีใครตกลงใจซื้อ
เพราะเป็นสุนัขพันธุ์ดี มีราคาค่อนข้างแพง

วันหนึ่ง ขณะที่เจ้าของร้านกำลังยุ่งอยู่กับการขายของอื่นๆ ให้แก่ลูกค้าในร้าน
เด็กชายหน้าตาน่าเอ็นดูคนหนึ่ง ก็มากระตุกชายเสื้อเขา
เขาก้มลงมอง และถามว่ามีอะไรให้ช่วยหรือไม่

เพื่อนของผมบอกว่า ที่ร้านของคุณอามีลูกหมาขาย
ผมอยากเลี้ยงลูกหมาสักตัว
พ่อแม่ก็อนุญาตแล้ว
ขอผมดูลูกหมาของคุณอาหน่อยได้ไหมครับ?
เด็กบอกอย่างสุภาพ

อ๋อ ได้สิหนู พวกมันกำลังนอนเล่นอยู่หลังร้านน่ะ
เจ้าของร้านกล่าวอย่างยินดี
แล้วผิวปากเรียกสุนักทั้งเจ็ดออกมา

เด็กชายยิ้มร่าเมื่อเห็นลูกสุนัขวิ่งตุ้ยนุ้ยออกมา ทีละตัว
เขานับ...แต่ก็มีแค่หกตัวเท่านั้น
ไหนว่ามีเจ็ดตัว มีคนซื้อไปตัวหนึ่งแล้วหรือครับ?
เด็กชายถาม

เจ้าของร้านตอบว่า
อ๋อ เปล่าหรอกหนู ยังไม่มีใครซื้อไปเลยสักตัว
เพียงแต่ตัวสุดท้ายขาหลังเขาไม่ดี
มันก็เลยต้องคลานออกมา วิ่งมาพร้อมกับพี่ๆ ของมันไม่ได้

สิ้นคำเจ้าของร้าน
ลูกสุนัขตัวที่เจ็ดก็คลานออกมา
ขาหลังทั้งคู่ของมันลีบเหลือนิดเดียว
มันต้องใช้ขาหน้าลากพาร่างกายออกมาจากหลังร้าน

ลูกสุนัขมองมาทางเด็กชายแล้วครางงี้ดๆ
เห็นได้ชัดว่า มันพยายามคลานมาหาเขา
หางของมันกระดิกดุ๊กดิ๊กๆ อยู่ตลอดเวลา
มันคลานเข้าไปเลียรองเท้าของเด็กชาย
ท่าทางจะชอบเขามาก

เด็กชายหัวเราะแล้วอุ้มมันขึ้นมา ก่อนจะถามเจ้าของร้านว่า หมาตัวนี้ราคาเท่าไรครับ?

ปกติ อาบอกขายอยู่ตัวละสองพันบาทนะ
เจ้าของร้านตอบ

เด็กชายนิ่งอึ้งไป ก่อนจะล้วงกระเป๋าหยิบเงินออกมานับ
เขามีเงินอยู่เพียงสี่ร้อยห้าสิบบาทเท่านั้น

ผมมีเงินไม่พอซื้อหมาตัวนี้
เด็กชายพึมพำอย่างเศร้าใจ

เจ้าของร้านรีบบอกทันทีว่า
โอ๊ะ! หนู ถ้าหนูอยากได้หมาตัวนี้ไปก็เอาไปเถอะ
ไม่ต้องจ่ายเงินหรอก อายกให้หนูฟรีๆ ไปเลย

เด็กชายฟังเจ้าของร้านแล้วชะงักไป
ก่อนจะถามกลับไปอย่างไม่พอใจว่า

ทำไมครับ
ทำไมถึงบอกว่าไม่ต้องจ่ายเงินถ้าจะซื้อหมาตัวนี้?

ก็อย่างที่หนูเห็นอย่างไรล่ะ
ลูกหมาตัวนี้มันติดมาพร้อมๆ พี่ๆ น้องๆ ของมัน
และอาก็ไม่คิดว่าจะขายมันอยู่แล้ว
เพราะมันพิการ วิ่งก็ไม่ได้ กระโดดก็ไม่ได้
ความจริง อาไม่อยากให้หนูได้ของมีตำหนิอย่างนี้ไปนะ
ลองดูตัวอื่นดีไหม?

เด็กชายเม้มปากแน่นก่อนจะพูดว่า
คุณอาดูอะไรนี่สิครับ

ว่าแล้วเขาก็ดึงขากางเกงทั้งสองข้างขึ้น

เจ้าของร้านจึงได้เห็นว่า
ขาของเด็กชายคนนี้ เล็กลีบ เช่นเดียวกับขาหลังของลูกสุนัข
แต่ที่ทำให้เขายืนอยู่ได้ ก็เพราะมีขาเทียมช่วยพยุงเอาไว้

คุณอาครับ ขาของผมก็ลีบใช้การอะไรไม่ได้เหมือนกัน
ผมเดินช้ากว่าเพื่อนคนอื่นๆ
วิ่งก็ไม่ได้ กระโดดก็ไม่ได้
อย่างนี้ผมก็เป็นคนไร้คุณค่าหรือเปล่าครับ?

เจ้าของร้านนิ่งอึ้งไป
ความรู้สึกผิดแล่นปราดเข้าสู่หัวใจของเขา

เด็กชายปล่อยขากางเกงลงแล้วพูดต่อว่า
ผมจะซื้อสุนัขตัวนี้ ในราคาสองพันบาท เท่ากับลูกหมาตัวอื่นๆ
แต่ว่าผมมีเงินไม่พอ
ถ้าผมจะอ้อนวอนคุณอา
ขอผ่อนราคาของลูกหมาตัวนี้
เดือนละหนึ่งร้อยบาททุกเดือน จนครบสองพันบาท
คุณอาจะว่าอย่างไรครับ?

เจ้าของร้านน้ำตาไหลริน
ทรุดตัวลงตรงหน้าเด็กชายและกอดเขาไว้ด้วยความประทับใจ
พลางกล่าวขอโทษขอโพย ในสิ่งที่ตนได้ทำผิดพลาดไป

เขาบอกว่าไม่ขัดข้อง
ที่จะให้เด็กชายผ่อนค่าตัวของลูกสุนัขตัวนี้
และกล่าวว่าถ้าสุนัขทุกตัวมีเจ้านายที่จิตใจดีอย่างเด็กชาย
พวกมันก ็คงจะมีชีวิตที่เป็นสุขอย่างมาก.
.....................
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
อย่าตัดสินคุณค่า จากรูปลักษณ์ภายนอก

ที่มา : นิทานสีขาว
เล่าโดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คอย....ยามเพื่อน.....

** คน ที่เป็น เพื่อน **

ไม่จำเป็นต้องจบการศึกษาระดับเดียวกัน

ไม่จำเป็นต้องมีฐานะเท่าเทียมกัน

ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งหน้าที่การงานเท่าเทียมกัน

ถ้าคิดแบบนั้น คุณจะไม่มีเพื่อนแท้ดีๆเลยสักคน

คอยเตือน ยามเพื่อนพลั้ง

คอยฟัง ยามเพื่อนขอ

คอยรอ ยามเพื่อนสาย

คอยพาย ยามเพื่อนพัก

คอยทัก ยามเพื่อนทุกข์

คอยปลุก ยามเพื่อนท้อ

คอยง้อ ยามเพื่อนงอน

คอยสอน ยามเพื่อนผิด

คอยสะกิด ยามเพื่อนเผลอ

คอยเจอ ยามเพื่อนหา

คอยลา ยามเพื่อนกลับ

คอยปรับ ยามเพื่อนเปลี่ยน

คอยเรียน ยามเพื่อนเที่ยว

คอยเคี่ยว ยามเพื่อนเล่น

คอยเย็น ยามเพื่อนร้อน

คอยหอน ยามเพื่อนเห่า

คอยเฝ้า ยามเพื่อนฟุบ

คอยอุบ ยามเพื่อนปิด

คอยคิด ยามเพื่อนถาม

คอยปราม ยามเพื่อนหลง

คอยปลง ยามเพื่อนแกล้ง

คอยแบ่ง ยามเพื่อนหมด

คอยอด ยามเพื่อนทาน

คอยคาน ยามเพื่อนล้ม

คอยชม ยามเพื่อนชนะ

คอยสละ ยามเพื่อนชอบ

รอยร้าวจากตะปู

มีเด็กน้อยคนหนึ่งอารมณ์ไม่ค่อยจะดี พ่อของเขาจึงให้ตะปู
กับเขา 1 ถุงและบอกเขาว่า ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกไม่ดี โมโห หรือโกรธใคร
ก็ตาม ให้ตอกตะปู 1 ตัวลงไปที่รั้วหลังบ้านก็แล้วกัน

วันแรกผ่านไป
เด็กน้อยตอกตะปูเข้าไปที่รั้วถึง 37 ตัว วันที่ 2 และ วันที่ 3 และแต่
ละวันที่ผ่านไป ผ่านไปจำนวนตะปูก็ค่อยๆลดลง ลดลงๆ เพราะเด็กน้อย
รู้สึกว่า การรู้จักควบคุมตัวเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ

แล้ววันหนึ่ง หลังจากที่เขาสามารถ ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น
ใจเย็นมากขึ้น เขาเดินไปหาพ่อเพื่อบอกว่า เขาคิดว่าเขาไม่จำเป็นที่
ต้องตอกตะปูอีกแล้ว เพราะเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาสามารถควบคุม
ตัวเองได้ดีขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนแล้ว

พ่อยิ้มแล้วบอกลูกชายว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์
ให้พ่อดู ทุกๆครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้
ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านที่ละ 1 ตัว

วันแล้ววันเล่า เด็กชาย
ก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีละตัว ๆ จนในที่สุด วันหนึ่งตะปูทั้งหมดก็ถูก
ถอนออกเด็กชายดีใจมากรีบวิ่งไปบอกพ่อของเขาว่า ผมทำได้แล้วครับ
ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ

พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกของเขาไปที่รั้วนั้น แล้วบอก
ลูกทำได้ดีมากทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ เห็นมั๊ยว่ารั้วมันไม่เหมือนเดิม
มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้

ลูกจำไว้นะ ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำ
อะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมักจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการ
เอามีดไปกรีดหรือแทงใครเข้า ต่อให้ใช้คำว่า..ขอโทษ..สักกี่หน
ก็ไม่อาจจะลบรอยแผลหรือความเจ็บปวดที่เกิดกับเขาคนนั้นได้

ลูกจงจำ คำว่า ..ขอโทษ..ไว้เสมอนะ ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เรา หรือ ไม่ก็ตามนะ
จำไว้อีกด้วยว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้น รอยร้าวที่เกิดขึ้นกับเขา
เขาอาจจะไม่มีวันลืมมันได้......ตลอดไป

สิ่งที่สำคัญคือ รู้ทันความโกรธให้เร็วที่สุด ทันทีที่สติรู้ทันว่า
เราปล่อยให้ความโกรธครอบงำ อย่างน้อยมันจะหยุดเพ่งโทษคนอื่น
วางความยึดมั่นว่าเราถูกลงเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขสถานการณ์
ดีกว่าปล่อยให้ความยึดว่า ตัวเองถูกเสมอ หรือฐิทิมานะมาทำลาย
ทุกอย่างรวมทั้งชีวิตตัวเราเอ