HeHaSaRa (from friend mail)
รวบรวมบทความ สาระน่ารู้ ความคิด คำสอนเตือนสติ เรื่องขำขัน ตลก เฮฮา บทความ ที่ได้จากที่ต่างๆ โดยเฉพาะ mail จากเพื่อนๆ
วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
เขื่อนและเตาปฏิกรณ์ปรมาณู...
เขื่อน = เตาปฏิกรณ์ปรมาณู การเมือง = เตาหลอม ... ยิ่งลักษณ์
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1630 หน้า 20
เขื่อนและเตาปฏิกรณ์ปรมาณู...
ผลิตไฟฟ้าได้และมีอำนาจทำลายล้างได้
ถ้าไม่เกิดมหาอุทกภัยคราวนี้ เราก็จะเห็นแต่ด้านดีของเขื่อน ถ้าเปรียบเทียบกับเตาปฏิกรณ์ปรมาณูซึ่งใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ เขื่อนก็ใช้พลังน้ำผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เช่นกัน นอกจากนั้น ยังสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และในชีวิตประจำวันของมนุษย์
วันนี้คนไทยได้ตระหนักถึงอันตรายที่มาจากเขื่อน
ได้รู้จักคำว่า มวลน้ำยักษ์ เหมือนกับได้รู้จักคำว่าสึนามิเมื่อหลายปีก่อน
ประสบการณ์ล่าสุดของเตาปฏิกรณ์ฯ ที่เราได้รับรู้ คือสึนามิถล่มจนเตาปฏิกรณ์ฯ ในญี่ปุ่นเกิดปัญหาระบบหล่อเย็นพัง และเกิดการระเบิดขึ้น รังสีรั่วไหลจนต้องย้ายคนออกจากเมืองจำนวนมาก
เขื่อนของประเทศเราไม่ได้ระเบิดไม่ได้พัง แต่เราควบคุมปริมาณน้ำได้ไม่ดีจึงต้องระบายออกมาจำนวนมากในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้เกิดมหาอุทกภัย ที่มีผลกระทบกับคนหลายจังหวัดนับสิบล้านคน โรงงานอุตสาหกรรมถูกน้ำท่วมหลายพันแห่ง ความเสียหายจนบัดนี้ยังประเมินไม่ได้
ความผิดพลาดที่ต้องห้าม
สองฉบับก่อนผู้เขียนได้ตั้งคำถามไปว่า เป็นความผิดพลาดของคนถึง 20% หรือไม่ หรือเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศที่ทำให้เกิดอุทกภัยใหญ่ในครั้งนี้
สองสัปดาห์ต่อมาก็ได้เห็นคำตอบจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ว่า การปล่อยน้ำจากเขื่อน การระบายน้ำจากเขื่อนไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้น้ำท่วม โดยอ้างการปล่อยน้ำจากเขื่อนในวันที่ 29 ตุลาคม 2554 ว่าเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ระบายน้ำออกรวมกันวันละ 53 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งคิดเป็น 16.7% ของน้ำที่ไหลผ่านนครสวรรค์
สิ่งที่ กฟผ. อ้าง เป็นเหตุการณ์หลังจากน้ำท่วมมาเกือบเดือนแล้ว แต่ในช่วงวิกฤติเฉพาะเขื่อนภูมิพลเขื่อนเดียวก็ปล่อยน้ำวันละเกือบ 100 ล้าน ลบ.ม. สองเขื่อนก็ไม่ต่ำกว่า 150 ล้าน ลบ.ม. กฟผ. ยังอ้างว่ามีการบริหารจัดการน้ำ ด้วยเกณฑ์ระดับน้ำควบคุม ซึ่งมีเส้นควบคุมน้ำตัวบนและเส้นควบคุมน้ำตัวล่าง
คือสรุปว่าถ้ากำหนดให้มีการรักษาน้ำอยู่ในช่วงนี้ ตามเวลาแต่ละเดือนก็จะไม่มีปัญหา
แต่ถ้าเราย้อนดูในปี 2553 กฟผ. ก็ใช้ระบบควบคุมน้ำแบบนี้ และยังกักน้ำไว้น้อยกว่าปี 2554 เมื่อฝนมาก็ระบายน้ำออกเยอะกว่าปี 2554
แต่น้ำก็ยังท่วม พอถึงปี 2554 ปริมาณน้ำฝนมากเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม แต่กลับระบายน้ำออกจากเขื่อนน้อยมากๆ ปริมาณน้ำในเขื่อนจึงมีมากกว่าทุกปี
พอถึงเดือนมิถุนายนก็สูงถึง 60% แล้ว ใครก็รู้ว่าเดี๋ยวนี้เมืองไทยมีฝนหนักและพายุตลอด 3 เดือนคือ กรกฎาคม, สิงหาคม, กันยายน ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้น้ำจะต้องล้นเขื่อนและเกิดน้ำท่วมใหญ่แน่นอน
เส้นควบคุมน้ำทั้งตัวบนตัวล่าง กฟผ. และคณะอนุกรรมการวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ เคยพิสูจน์บ้างหรือไม่ว่ามันยังใช้ได้อยู่ ในสภาพความแปรปรวนของภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนไป
เราไม่เคยตระหนักถึงอันตราย ไม่เคยคิดว่าเรามีเตาปฏิกรณ์ฯ ขนาดใหญ่เก็บไว้ในรูปเขื่อน แต่เรามีความรู้สึกว่า เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีอยู่เหมือนทะเลสาบ มองดูสวยงาม ล่องแพได้ ผลิตไฟฟ้าได้ เวลาหน้าแล้งก็จะเอาน้ำมาใช้เป็นปกติทุกปี
แต่เขื่อนที่ผลิตไฟฟ้าไม่ใช่ทะเลสาบ เช่น เขื่อนภูมิพลที่มีความจุหมื่นสามพันกว่าล้าน ลบ.ม. เมื่อปล่อยน้ำลงมาจึงมีปริมาณและพลังมหาศาล มีอำนาจทำลายล้างซึ่งจะกินพื้นที่กว้างไกลมาก คนจะเดือดร้อนจำนวนมาก จนเป็นเรื่องที่ห้ามทำผิดพลาดอย่างเด็ดขาด
มหาอุทกภัยทดสอบเราแล้ว
เปิดสภา...พูดถึงปัญหาน้ำท่วมและวิธีแก้ไขให้เต็มที่
คงไม่มีนายกฯ คนไหนลงไปดูว่าระดับน้ำในเขื่อน ถ้ายังไม่เกิดปัญหาขึ้น สภาพความเป็นจริงของสถานการณ์ ปี 2554 คือ ในเดือนพฤษภาคมที่ฝนเริ่มมามากขึ้นก็มีการประกาศยุบสภา ทั้งรัฐบาลเก่าของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่กำลังจะไปและรัฐบาลใหม่ของเพื่อไทยที่กำลังจะมา ก็ไปโรมรันพันตูกันอยู่บนเวทีการเมือง ระดับน้ำในเขื่อนคงต้องปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายประจำ กว่าจะถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมก็เริ่มมีน้ำท่วมบางแห่งแล้ว ทำให้บางหน่วยเลือกตั้งมีปัญหา
กว่าจะรับรอง ส.ส. เสร็จก็สิ้นเดือนกรกฎาคม พอตั้งรัฐบาลเสร็จก็ปลายเดือนสิงหาคม ถึงตอนนั้นนายกฯ อภิสิทธิ์ก็จากไป โดยไม่รู้ว่าระดับน้ำสูงต่ำเท่าไร นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เข้ามารับตำแหน่ง โดยไม่รู้ระดับน้ำเช่นกัน
วันนี้คนไทยจำนวนมากฝากชะตาชีวิตไว้กับความมั่นคงของระบบน้ำ ถ้ามีปัญหาน้ำมากก็จะเกิดอุทกภัยใหญ่ ถ้าน้ำน้อยไปก็เกิดความแห้งแล้ง
เรามีนักวิชาการอยู่มากมาย ซึ่งวันนี้ได้มีโอกาสโผล่หน้าออกมาเสนอความเห็นเรื่องน้ำ จนทำให้เกิดความรู้สึกว่าเรามีคนเก่งๆ เยอะ แต่ทำไมมาปล่อยน้ำให้ท่วมมิดหัวตัวเอง หรือคนเก่งเหล่านี้ไม่มีโอกาสไปทำเรื่องน้ำเลย วันนี้มหาอุทกภัยเป็นปัญหาของประเทศและปัญหาการเมืองขนาดใหญ่
เรื่องนี้เมื่อเปิดสภาคงได้เอาไปพูดกันในรายละเอียด และจะได้รู้กันว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ที่สภาเลื่อนมาสองสามครั้ง อาจเป็นเพราะต้องการความสามัคคีร่วมใจกันต้านภัยน้ำท่วม
แต่ถึงวันนี้สมควรหาความจริงกันได้แล้ว ควรจะมีความชัดเจนว่าเราจะดูแลเขื่อนอย่างไร จึงจะได้ประโยชน์สูงสุดและอันตรายน้อยที่สุด
และถ้าจำเป็นต้องปล่อยน้ำจะมีวิธีผันน้ำ อย่างไรจึงจะไม่เกิดน้ำท่วม ต้องใช้เวทีสภาให้เป็นประโยชน์เพราะเป็นเวทีหลักทางการเมือง
มหาอุทกภัยครั้งนี้ได้ทดสอบระบบความมั่นคงของประเทศ และชี้จุดอ่อน, ทดสอบระบบการแก้ปัญหาภัยพิบัติ, ทดสอบความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ, ทดสอบความเข้มแข็งของระบบสังคมของไทยตั้งแต่ระดับประเทศ ชุมชน และครอบครัว และทดสอบความแข็งแกร่งของแต่ละคนว่าจะผ่านเบ้าหลอมนี้ได้หรือไม่
สนามการเมือง
จะหลอม "ยิ่งลักษณ์" ให้เป็นอะไร
ปกติเบ้าหลอมทางการเมืองร้อนจนเหล็กก็ละลายได้ ที่ว่าไม่เคยร้องไห้ก็เห็นร้องกันมาทุกคน ไม่เว้นแม้แต่นายกฯ บรรหาร ศิลปอาชา ที่ใครๆ ว่าเสียน้ำตายากที่สุด
นายกฯ หญิงยิ่งลักษณ์ที่ปากบอกว่าไม่ร้องไห้ น้ำก็ไหลออกตามาหลายรอบแล้ว เบ้าหลอมทางการเมืองร้อนแรงยิ่งนัก แต่จะหลอมคนให้ออกมาแบบไหน ขึ้นอยู่กับจุดยืนและสิ่งแวดล้อมทางการเมืองที่จะเป็นเหมือนแม่พิมพ์
หลายปีที่ผ่านมาเราได้นักการเมืองหลายแบบ เช่น นายชวน หลีกภัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
คนสุดท้ายที่ผ่านแม่พิมพ์ประชาธิปัตย์ (ปชป.) คือนายอภิสิทธิ์ จากวันแรกที่เข้าวงการเมืองจนถึงวันที่ออกจากตำแหน่งนายกฯ ยังคิดไม่ออกว่าเขาถูกหลอมให้เป็นอะไร รู้แต่ว่าต่างจากวันแรกมาก
วันนี้นายกฯ หญิงยิ่งลักษณ์กำลังเข้าสู่การหล่อหลอม เริ่มต้นด้วยอภินันทนาการโดยล้างน้ำที่เย็นฉ่ำหมื่นล้าน ลบ.ม. แต่หลังจากน้ำลด จะต้องถูกหลอมด้วยไฟการเมืองแน่นอน
คำวิพากษ์วิจารณ์ที่จะผ่านจากระบบสภา ผ่านจากระบบสื่อสารมวลชน ผ่านจากคำซุบซิบ ผ่านจากการโพสต์ด้วยปลายนิ้วในระบบอินเตอร์เน็ต ล้วนแล้วแต่เป็นไฟทั้งสิ้น
ศัตรูที่มีอยู่รอบด้านแม้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเอง แต่ก็เกิดโดยธรรมชาติทางการเมือง และมองนายกฯ คนนี้ เป็นแค่เหล็กชิ้นเดียว ที่ต้องทำลายก่อนถูกหลอมให้เป็นอาวุธ
วันที่ทักษิณเข้ามาในวงการเมือง ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นเศรษฐีโง่ๆ คนหนึ่ง เดี๋ยวก็ต้องเผ่น แต่สุดท้ายแม้จะลงทุนใช้ทุกอย่างที่มีมาขับไล่ ก็ยังทำไม่สำเร็จ
มีผู้วิเคราะห์ว่า นายกฯ หญิงคนนี้ผ่านเข้ามาในเบ้าหลอมการเมืองที่โหดที่สุดยิ่งกว่าทักษิณ ถ้าผ่านไปได้ก็จะเป็นอันตราย ศัตรูต้องทำลายแต่ต้นทาง
วันนี้จึงต้องผ่านทั้งกระแสความรัก ความชัง ทั้งน้ำและไฟ เหล็กชิ้นนี้จะถูกหลอมให้เป็นอะไร ถ้าเป็นแค่มีดโกนก็บอบบางเกินไป ควรจะหลอมให้เป็น...ดาบ ที่จะใช้ได้ตั้งแต่ผ่าฟืน ทำกับข้าว จนถึงออกรบ แต่ดาบดี ต้องเผา ต้องตีและชุบหลายครั้ง
ก็ได้แต่หวังว่านี่คือเหล็กน้ำพี้ เพราะถ้าไม่สำเร็จก็จะเป็นแค่เหล็กที่ถูกไฟเผา
การเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย รับประกันได้ว่าตั้งแต่มีประเทศไทยมา เราไม่เคยได้นายกฯ ที่เป็นคนโง่ ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนเพราะการเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่การถูกล็อตเตอรี่ รางวัลที่หนึ่ง แต่จะต้องฝ่าฟัน ต่อสู้ ใช้กำลังความสามารถของตนเองและกำลังการสนับสนุนจากคนจำนวนมาก จึงจะมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ได้
ไม่มีใครงอกออกมาจากดิน แล้วเป็นนายกฯ
การวิจารณ์ว่านายกฯ โง่เพราะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไม่ถูกใจเป็นเรื่องที่บางคนพูดไปตามอารมณ์ เป็นเรื่องปกติ ถ้ามีรายละเอียดของความบกพร่อง รัฐบาลก็ต้องเก็บรับเพื่อนำไปปรับปรุง
แต่ก็มีบางคนที่มีเป้าหมายเพื่อทำลาย เพราะนี่เป็นโอกาสดีที่สุด ของฝ่ายตรงข้ามขณะที่รัฐบาลยังไม่ทันตั้งตัวก็มีน้ำหมื่นล้านตันวิ่งเข้าใส่ ต่อให้ยอดมนุษย์ก็แก้ปัญหาไม่ได้
รัฐบาลปัจจุบันต้องโดนด่าแน่นอน จะไปอ้างว่ารัฐบาลเก่าดูแลน้ำไม่ดีก็ไม่มีผลอะไรเพราะเขาไม่ได้รับผิดชอบแล้ว และที่ประชาชนต้องการทันทีคือความช่วยเหลือ ซึ่งรัฐจะช่วยได้อย่างจำกัด เพราะความเดือดร้อนของประชาชนจะกระจายกว้างมาก เป็นล้านครอบครัว อีกทั้งการปฏิบัติการช่วยเหลือก็จะมีความผิดพลาด ทำให้การด่าตามน้ำและ วิจารณ์แบบทับถมได้ผลดีที่สุด คู่แข่งไม่มีทางละเว้นและจะมีของแถมให้
นี่คือเกมการเมืองที่ต้องยอมรับสภาพ
คนที่วิจารณ์ว่าคนอื่นโง่นั้น มักจะคิดว่าตัวเอง เป็นผู้ฉลาดสุดยอดทั้งสิ้นทั้งๆ ที่ไม่เคยทำอะไรสำเร็จเลยในชีวิต ส่วนใหญ่จะเป็นแค่ลูกหาบ หรือเหยื่อ แต่ถ้ารู้วิธีก็จะใช้พวกเขาทำงานได้
สภาพของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ในวันที่ถูกน้ำจู่โจมเข้าใส่ เป็นเหตุการณ์ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย การบริหารของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ในวิกฤต ผู้เขียนก็เห็นว่า ทำได้ไม่ดีนัก
แต่ถ้าถามว่า จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้ดีกว่านี้อย่างไร ผู้เขียนก็ตอบไม่ได้ กลับไปคิดสามวันก็ตอบได้เพียงแค่เล็กน้อย
ที่คิดได้มีแต่การป้องกันระยะยาว มีการระดมผู้รู้ทั้งเมืองไทยและเมืองนอกมาร่วมกันคิดก็ยังไม่มีแนวคิดอะไรที่เฉียบขาดเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
มีที่ช่วยได้บางส่วนคือการที่ ดร.พิจิตต รัตตกุล นำกระสอบทรายยักษ์ มาชะลอการไหลของน้ำทางทิศเหนือ กทม.
แต่ความสำเร็จของการแก้ปัญหา มหาอุทกภัยคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องโง่หรือฉลาด และไม่ควรขึ้นอยู่กับกระสอบทราย แต่เป็นเรื่องของการเตรียมการจัดระบบป้องกันภัยพิบัติขนาดใหญ่ซึ่งประเทศเราไม่มี ในขณะที่ประเทศที่เจริญแล้วมี
ความเป็นจริงในสายน้ำ
มหาอุทกภัยได้พัดพาหลายสิ่งที่หลบซ่อนอยู่ในซอกลึกของสังคม ออกมาให้เราเห็น สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่อยู่ในตรอก ในซอก ในสวน ในนาไร่ คนเจ็บป่วย พิการ สารพัดปัญหาของคนที่ยากดี มี จน ลอยออกมากับสายน้ำผ่านจอโทรทัศน์ ผ่านอินเตอร์เน็ต
นี่คือผู้คนที่ต้องต่อสู้และเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งชีวิต เวลาปกติก็ลำบากยากจนกว่าคนอื่น เวลาน้ำท่วมก็ท่วมจนมิดหลังคา มิดหัว ไม่มีปัญญาหลบไปพักผ่อนในโรงแรมหรือ อพาร์ตเมนต์เป็นที่พักพิงชั่วคราว ที่ดีที่สุดคือศูนย์อพยพหรือไม่ก็เป็นหลังคาบ้านตัวเอง แม้กระนั้นพวกเขาก็ยังถูกขอร้องให้เสียสละ
คนที่ต้องเสียสละคนแรกคือคนที่ถูกหาว่าโง่ที่ออกมารับเป็นนายกรัฐมนตรี
วันนี้น้ำตาต้องไหล เหงื่อไคลต้องหยด แต่ก็ต้องเดินหน้าช่วยเหลือผู้คนที่ยากลำบากต่อไป
ในเมื่อตัวเองไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุดและไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุด ก็ต้องหาวิธี ระดมความแข็งแรง ระดมสมองของคนที่มีกำลังมากกว่า และฉลาดกว่ามารับใช้ประชาชนให้เต็มที่ ไม่ว่าคนพวกนั้นจะคิดเหมือนหรือแตกต่าง
++
วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554
ขนมปังชิ้นที่3
มีลูก 3 คน มีบ้าน 2 หลัง จะแบ่งยังไงดีครับ? เพื่อนผมคนหนึ่งคิดยังไงก็คิดไม่ตก เกษียณอายุราชการแล้วยังต้องทำงานงกๆ
“สู้เพื่อลูก”ผ่อนบ้านหลังที่ 3 กลัวแบ่งสมบัติไม่ลงตัว เดี๋ยวจะนอนตายตาไม่หลับ
ผมบอกถ้าไม่อยากวุ่นวาย..ง่ายนิดเดียว
แค่ขายบ้านให้หมด แล้วใช้เงินให้มีความสุขกับชีวิตหลังเกษียณ
เหลือเท่าไหร่ก็เท่านั้น..
ตอนพ่อแม่ผมเสีย ไม่ได้มีเงินทองมากมาย
ผมเลือกพระหนึ่งองค์เป็นสมบัติจากพ่อ
หยิบแหวนวงเดียวจากกองมรดกของแม่
สมบัติสุดท้ายไม่กี่ชิ้นของพ่อกับแม่ที่เทกองบนโต๊ะ..ผมกับพี่น้องแบ่งกันยังไงก็ลงตัว
สำหรับผมในวันนี้สอนลูกตั้งแต่พวกเขายังเล็ก
ว่าการศึกษาเท่าที่เขาต้องการคือสมบัติที่ผมจะให้
น้องกิฟท์ลูกสาวคนโตรู้ดีและเขาเข้าใจว่าผมไม่มีนโย บายเก็บเงินให้ลูก
วันหนึ่งเขาบอกผมว่า “ป่าป๊า ไม่ต้องห่วงกิฟท์ ธุรกิจและเงินที่ป่าป๊าทำมาไม่ต้องเผื่อกิฟท์ หนูรับผิดชอบตัวเองได้”
ผมให้เงินเขาก้อนหนึ่ง ไปตั้งต้นร้านอาหารชื่ออิซีลี่ บริหารไม่นานก็เจ๊ง
เขาใช้โอกาสอีกครั้งกับเงินทุนที่เหลืออยู่ตั้งใจทำร้านอาหารใหม่ชื่อแซ่บอีลี่
คราวนี้เขาไม่ประมาทและตั้งใจกว่าเดิมอีกหลายเท่า จนวันนี้ร้านแซ่บอีลี่ก็อยู่ได้
ลูกทุกคนของผมรู้ดีว่าสมบัติทุกอย่างที่ผมให้ ถ้าไม่ตั้งใจทำย่อมมีวันหมด
ผมให้โอกาสการศึกษาเต็มที่..ที่เหลือเขาต้องเลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวของเขาเอง
ไม่ใช่ผมไม่รักลูก แต่ใช่ว่ามีเงินเยอะๆ แล้วจะดีสำหรับเขา
ผมอยากให้ลูกได้รู้จักกับความยากลำบาก ไม่อยากให้เคยชินกับความสบาย
ไปต่างประเทศด้วยกันทุกครั้ง ลูกๆ ทุกคนต้องนั่งเครื่องบินชั้นอิโคโนมี
บางครั้งน้องเก็ตลูกชายยังเป็นเด็ก เขาเคยแผลงฤทธิ์ไม่พอใจทำไมไม่ได้นั่งบิซิเนสคลาสด้วยกัน
วันนี้เขาอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ทำงานหาเงินเองได้เมื่อไหร่
วันนั้นเขาจะเข้าใจได้ด้วยตัวเอง
ประสบการณ์สอนให้ผมรู้ว่าเงินเป็นได้ทั้งความทุกข์และความสุข
ในวันที่ต้องดิ้นรน เงิน คือ สิ่งจำเป็น
เป็นขนมปังชิ้นแรกที่ประทังชีวิต
ขนมปังชิ้นที่สอง คือ ความอร่อย มีชีวิตที่สุขสบาย หายเหนื่อย
มากกว่านั้น...กินเท่าไหร่ก็เป็นส่วนเกิน
ขนมปังชิ้นที่สาม คือ ยาพิษ
อะไรที่มากเกินไปมักจะไม่มีประโยชน์ กลายเป็นให้โทษมากกว่าคุณ..
เงินก็เช่นกัน...
ถ้าคุณรู้ล่วงหน้าว่าจะมีบุญหล่นทับร่ำรวยเป็นพันๆ ล้าน
คุณอาจไม่รู้จักคุณค่าของความพยายาม
ชีวิตนี้อาจไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องออกแรงดิ้นรนอะไรอีกต่อไป
เงินถ้าไม่รู้จักใช้ ไม่รู้จักหา ไม่รู้จักคุณค่า...มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ
ถ้าหน้าที่ของพ่อแม่คือการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก
เราควรรักลูกแบบไหน?
ลองถามตัวเองดูว่าเรากำลังยื่นขนมปัง "ชิ้นที่สาม" ที่เต็มไปด้วยยาพิษให้ลูกหรือเปล่า
Tags : ตัน ภาสกรนที • วิถีตัน
ตัน ภาสกรนที
วิถีตัน
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
วัฒนธรรมลิง
บทเรียนจากลิง
เรื่องมีอยู่ว่า ... เขาบอกว่าให้ลองเอาลิง 5 ตัวไว้ในห้องสี่เหลี่ยมที่มีกล้วยหอมใบเขื่องแขวนไว้ที่เพดานกลางห้อง วิธีเดียวที่จะไปถึงกล้วยหอม อันยั่วยวนใจนั้นได้ก็โดยการปีนบันไดที่ตั้งไว้กลางห้อง แต่เมื่อใดก็ตามที่ลิงตัวใดตัวหนึ่งเหยียบบันไดขั้นแรก ก็จะมีท่อฉีดน้ำเย็นจัดไปทั่วห้อง จนลิงทุกตัวหนาวสั่นแทบขาดใจ สุดท้าย...ไม่มีลิงตัวใดอยากปีนบันไดอีก หรือแม้แต่คิดก็ยังไม่กล้า....
จากนั้น ... เอาลิงตัวที่ 6 เข้าไปในห้องแทนลิงตัวหนึ่งที่หนาวสั่นจนทนไม่ไหว วินาทีแรกที่มันเห็นกล้วยหอม มันก็รีบถลาเข้าหาบันได แต่ก็ถูกสกัดกั้นอย่างโหดร้ายบ้าเลือดจากลิงรุ่นพี่ทั้งสี่ตัว จนลิงน้องใหม่ไม่กล้าเข้าไปใกล้ บันไดอีกด้วยความงุนงงและประหลาดใจยิ่งนัก....
เอาลิงตัวที่ 7 เข้าไปแทนลิงเก่าอีกตัวหนึ่ง และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นอีก เมื่อลิงน้องใหม่ล่าสุดถลาเข้าหาบันได เพื่อจะไปเดากล้วยหอม ก็จะถูกรุมกัดอย่างเอา เป็นเอาตายจากรุ่นพี่ทุกตัวรวมทั้งลิงตัวที่ 6 ที่เพิ่งเข้าไปอยู่ใหม่ด้วยแถมยังเกรี้ยวกราดมากกว่าตัวอื่น ทั้งที่ตัวมันเองก็ยังไม่รู้เหตุผลว่าทำไมการปีนบันไดเป็นสิ่งต้องห้าม และทำไมลิงชุดเก่าจึงต้องกลัวบันไดกันขนาดนั้นแต่มันก็ยินดี ผสมโรงสหบาทาไปกับเขาด้วยและรุนแรงกว่าเสียด้วย เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นต่อไปอีกนานแสนนาน จนแม้ลิงเก่าชุดแรกจะครบเกษียณอายุ และถูกทดแทนด้วยลิงชุดใหม่ทั้งหมดแล้ว แต่ลิงรุ่นหลังก็พร้อมใจกันปกป้องบันไดกายสิทธิ์กันอย่างเหนียวแน่น นี่คือที่มาของนโยบายหรือวัฒนธรรมองค์กร (CORPORATE CULTURE) ที่
พนักงานยึดถือปฏิบัติกันอย่าง เคร่งครัดและพร้อมที่จะปกป้องอย่างรุนแรง แม้จะไม่สามารถอธิบายเหตุผลหรือที่มาที่ไปของการประพฤติ (NORMS) และ การปฏิบัติ (STANDARD) ก็ตาม
วัฒนธรรมกิจการเกิดจากคนและหน่วยงานภายในกิจการนั้น คนเราจะมีข้อสมมุติ (ASSUMPTION) ทัศนคติ (ATTITUDE) ค่านิยม (VALUE) และความคาดหวัง (EXPECTATION) ที่แตกต่างกัน เมื่อคนเข้าไปทำงานในหน่วยงานใด ก็จะได้รับการปลูกฝังให้ยึดถือแนวประพฤติปฏิบัติของหน่วยงาน เช่น นิสัย (HABIT) หลักปฏิบัติ (PRACTICES) และวิธีการทำงาน (STYLE) ที่เป็นลักษณะเฉพาะของหน่วยงาน
ในที่สุดแล้วก็จะผสมผสานกันเป็นวัฒนธรรมองค์กร ที่มีฐานรากมาจากการปฏิบัติในอดีต (PAST PRACTICES) ประเพณี (TRADITION) กฎระเบียบทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็น (RULE) และจารีต (RITUAL) ซึ่งฐานรากบางตัวนั้นก็ยาวนานจนคนรุ่นหลังไม่สามารถอธิบายที่มาได้ ฝากให้คิดนะครับว่า วัฒนธรรมองค์กรที่สั่งสมกันมายาวนานนั้นบางสิ่งบางอย่างยังใช้ได้หรือไม่ อันไหนบ้างที่กีดขวางความมีประสิทธิภาพของกิจการ และสมควรได้รับการแก้ไขปรับปรุงอย่างรีบด่วนในยุคคิดใหม่ทำใหม่ มิฉะนั้นเราก็ไม่ต่างอะไรกับลิงในห้องแคบครับ
เรื่องมีอยู่ว่า ... เขาบอกว่าให้ลองเอาลิง 5 ตัวไว้ในห้องสี่เหลี่ยมที่มีกล้วยหอมใบเขื่องแขวนไว้ที่เพดานกลางห้อง วิธีเดียวที่จะไปถึงกล้วยหอม อันยั่วยวนใจนั้นได้ก็โดยการปีนบันไดที่ตั้งไว้กลางห้อง แต่เมื่อใดก็ตามที่ลิงตัวใดตัวหนึ่งเหยียบบันไดขั้นแรก ก็จะมีท่อฉีดน้ำเย็นจัดไปทั่วห้อง จนลิงทุกตัวหนาวสั่นแทบขาดใจ สุดท้าย...ไม่มีลิงตัวใดอยากปีนบันไดอีก หรือแม้แต่คิดก็ยังไม่กล้า....
จากนั้น ... เอาลิงตัวที่ 6 เข้าไปในห้องแทนลิงตัวหนึ่งที่หนาวสั่นจนทนไม่ไหว วินาทีแรกที่มันเห็นกล้วยหอม มันก็รีบถลาเข้าหาบันได แต่ก็ถูกสกัดกั้นอย่างโหดร้ายบ้าเลือดจากลิงรุ่นพี่ทั้งสี่ตัว จนลิงน้องใหม่ไม่กล้าเข้าไปใกล้ บันไดอีกด้วยความงุนงงและประหลาดใจยิ่งนัก....
เอาลิงตัวที่ 7 เข้าไปแทนลิงเก่าอีกตัวหนึ่ง และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นอีก เมื่อลิงน้องใหม่ล่าสุดถลาเข้าหาบันได เพื่อจะไปเดากล้วยหอม ก็จะถูกรุมกัดอย่างเอา เป็นเอาตายจากรุ่นพี่ทุกตัวรวมทั้งลิงตัวที่ 6 ที่เพิ่งเข้าไปอยู่ใหม่ด้วยแถมยังเกรี้ยวกราดมากกว่าตัวอื่น ทั้งที่ตัวมันเองก็ยังไม่รู้เหตุผลว่าทำไมการปีนบันไดเป็นสิ่งต้องห้าม และทำไมลิงชุดเก่าจึงต้องกลัวบันไดกันขนาดนั้นแต่มันก็ยินดี ผสมโรงสหบาทาไปกับเขาด้วยและรุนแรงกว่าเสียด้วย เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นต่อไปอีกนานแสนนาน จนแม้ลิงเก่าชุดแรกจะครบเกษียณอายุ และถูกทดแทนด้วยลิงชุดใหม่ทั้งหมดแล้ว แต่ลิงรุ่นหลังก็พร้อมใจกันปกป้องบันไดกายสิทธิ์กันอย่างเหนียวแน่น นี่คือที่มาของนโยบายหรือวัฒนธรรมองค์กร (CORPORATE CULTURE) ที่
พนักงานยึดถือปฏิบัติกันอย่าง เคร่งครัดและพร้อมที่จะปกป้องอย่างรุนแรง แม้จะไม่สามารถอธิบายเหตุผลหรือที่มาที่ไปของการประพฤติ (NORMS) และ การปฏิบัติ (STANDARD) ก็ตาม
วัฒนธรรมกิจการเกิดจากคนและหน่วยงานภายในกิจการนั้น คนเราจะมีข้อสมมุติ (ASSUMPTION) ทัศนคติ (ATTITUDE) ค่านิยม (VALUE) และความคาดหวัง (EXPECTATION) ที่แตกต่างกัน เมื่อคนเข้าไปทำงานในหน่วยงานใด ก็จะได้รับการปลูกฝังให้ยึดถือแนวประพฤติปฏิบัติของหน่วยงาน เช่น นิสัย (HABIT) หลักปฏิบัติ (PRACTICES) และวิธีการทำงาน (STYLE) ที่เป็นลักษณะเฉพาะของหน่วยงาน
ในที่สุดแล้วก็จะผสมผสานกันเป็นวัฒนธรรมองค์กร ที่มีฐานรากมาจากการปฏิบัติในอดีต (PAST PRACTICES) ประเพณี (TRADITION) กฎระเบียบทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็น (RULE) และจารีต (RITUAL) ซึ่งฐานรากบางตัวนั้นก็ยาวนานจนคนรุ่นหลังไม่สามารถอธิบายที่มาได้ ฝากให้คิดนะครับว่า วัฒนธรรมองค์กรที่สั่งสมกันมายาวนานนั้นบางสิ่งบางอย่างยังใช้ได้หรือไม่ อันไหนบ้างที่กีดขวางความมีประสิทธิภาพของกิจการ และสมควรได้รับการแก้ไขปรับปรุงอย่างรีบด่วนในยุคคิดใหม่ทำใหม่ มิฉะนั้นเราก็ไม่ต่างอะไรกับลิงในห้องแคบครับ
วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554
Family : คำนี้ดีมาก
ฉันเดินชนคนแปลกหน้า ฉันเอ่ยขอโทษไม่ตั้งใจ
เขากลับตอบ "ขออภัย ผมเองไม่ทันเห็นคุณ" เราต่างสุภาพ ถ้อยทีถ้อยอาศัยแสดงน้ำใจ แม้ไม่รู้จักกัน
แต่ที่บ้านเย็นวันนั้น ฉันทำอาหารอยู่ในครัว ลูกสาวตัวน้อยแอบมายืนข้างหลัง ไม่ทันระวังฉันหันกลับมาชนเธอล้มลง
"อย่ามายืนเกะกะ" ฉันดุใส่ ลูกสาวเดินจากไป หัวใจเธอปวดร้าว
คืนนั้นฉันได้ยินเสียงกระซิบจากเบื้องลึกของหัวใจ กับคนแปลกหน้าเจ้าสุภาพได้กับลูกรักชิดใกล้ ทำไมทำได้ลงคอ
ดูที่พื้นครัวสิดอกไม้หลากสีที่ลูกอุตส่าห์เก็บมาหวังให้เจ้าแปลกใจตกเกลื่อนอยู่ทั่วไป น้ำตาเธอใหล เหตุใดไม่แลเห็น"
ฉันเพิ่งรู้ตัว เลยค่อยๆ ย่องเข้าไปนั่งคุกเข่าข้างเตียงลูก
"ตื่นเถิดคนดีดอกไม้นี่ลูกเก็บมาให้แม่หรือ"
ลูกตอบ " ใช่ค่ะ หนูเห็นดอกไม้บาน สวยงามเหมือนคุณแม่ รู้ว่าคุณแม่ต้องชอบโดยเฉพาะดอกสีน้ำเงิน"
ฉันตื้นตันใจนัก " ลูกรัก แม่ขอโทษจริงๆ ที่เอ็ดหนู"
"แม่จ๋า ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูรักแม่ "
"แม่ก็รักลูก แม่ชอบดอกไม้ของหนูมาก โดยเฉพาะสีน้ำเงินจ้ะ"
หากเราตายจากไปในวันพรุ่งนี้
อีกไม่กี่วันนายจ้างก็หาคนใหม่มาทำแทนได้
แต่ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังอาจโศกเศร้าไปชั่วชีวิต
ลองคิดดูว่าคุ้มไหมหากเราจะทุ่มเทตัวเองให้กับงานมากกว่าครอบครัว
รู้ไหมคำว่าFAMILY ย่อมาจาก
FATHER
AND
MOTHER
I
LOVE
YOU.
ให้เวลากับพ่อ-แม่ของคุณมากขึ้นยามท่านแก่ตัวลง
รู้จักแบ่งเวลาให้กับงานและคนที่บ้านให้สมดุลกัน
หากมีใครมาบอกให้จัดความสำคัญเสียใหม่
จงย้อนถามกลับไปว่าครอบครัวสำคัญน้อยกว่าหรือไร?
เขากลับตอบ "ขออภัย ผมเองไม่ทันเห็นคุณ" เราต่างสุภาพ ถ้อยทีถ้อยอาศัยแสดงน้ำใจ แม้ไม่รู้จักกัน
แต่ที่บ้านเย็นวันนั้น ฉันทำอาหารอยู่ในครัว ลูกสาวตัวน้อยแอบมายืนข้างหลัง ไม่ทันระวังฉันหันกลับมาชนเธอล้มลง
"อย่ามายืนเกะกะ" ฉันดุใส่ ลูกสาวเดินจากไป หัวใจเธอปวดร้าว
คืนนั้นฉันได้ยินเสียงกระซิบจากเบื้องลึกของหัวใจ กับคนแปลกหน้าเจ้าสุภาพได้กับลูกรักชิดใกล้ ทำไมทำได้ลงคอ
ดูที่พื้นครัวสิดอกไม้หลากสีที่ลูกอุตส่าห์เก็บมาหวังให้เจ้าแปลกใจตกเกลื่อนอยู่ทั่วไป น้ำตาเธอใหล เหตุใดไม่แลเห็น"
ฉันเพิ่งรู้ตัว เลยค่อยๆ ย่องเข้าไปนั่งคุกเข่าข้างเตียงลูก
"ตื่นเถิดคนดีดอกไม้นี่ลูกเก็บมาให้แม่หรือ"
ลูกตอบ " ใช่ค่ะ หนูเห็นดอกไม้บาน สวยงามเหมือนคุณแม่ รู้ว่าคุณแม่ต้องชอบโดยเฉพาะดอกสีน้ำเงิน"
ฉันตื้นตันใจนัก " ลูกรัก แม่ขอโทษจริงๆ ที่เอ็ดหนู"
"แม่จ๋า ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูรักแม่ "
"แม่ก็รักลูก แม่ชอบดอกไม้ของหนูมาก โดยเฉพาะสีน้ำเงินจ้ะ"
หากเราตายจากไปในวันพรุ่งนี้
อีกไม่กี่วันนายจ้างก็หาคนใหม่มาทำแทนได้
แต่ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังอาจโศกเศร้าไปชั่วชีวิต
ลองคิดดูว่าคุ้มไหมหากเราจะทุ่มเทตัวเองให้กับงานมากกว่าครอบครัว
รู้ไหมคำว่าFAMILY ย่อมาจาก
FATHER
AND
MOTHER
I
LOVE
YOU.
ให้เวลากับพ่อ-แม่ของคุณมากขึ้นยามท่านแก่ตัวลง
รู้จักแบ่งเวลาให้กับงานและคนที่บ้านให้สมดุลกัน
หากมีใครมาบอกให้จัดความสำคัญเสียใหม่
จงย้อนถามกลับไปว่าครอบครัวสำคัญน้อยกว่าหรือไร?
วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554
วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
นีโมนิค : Mnemonic
นีโมนิค
นีโมนิค เป็นคำอ่านทับศัพท์จากคำว่า Mnemonic ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณ ตามพจนานุกรมภาษาอังกฤษแปลว่า สิ่งที่ช่วยให้จำได้ เช่น สูตร กฎ
เห็นชื่อฝรั่งๆ อย่างนี้แต่ความจริงแล้วในประเทศไทยมีการให้เทคนิคนี้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันไม่น้อย มีดังต่อไปนี้
ภาษาไทย
การจำอักษรกลาง ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป อ จะได้จำเป็นตัวอักษรก็จำยากก็เลยนำมาเรียงร้อยให้เป็นประโยคดังนี้ ไก่จิกเด็กตาย (เฎ็กฏาย) บนปากโอ่ง ทำให้ง่ายต่อการจำ
การจำอักษรสูง ผ ฝ ถ (ฐ) ข ส (ศ ษ) ห ฉ ก็เป็น ผีฝากถุงข้าวสารให้ฉัน
การจำอักษรต่ำเดี่ยว ง ญ น ย ณ ร ว ม ฬ ล เป็น งูใหญ่นอนอยู่ ณ ริมวัดโมฬีโลก
การจำอักษรต่ำคู่ พ ธ ช ซ ฟ ฮ ค ก็เป็น พี่เธอชอบแซวแฟนเฮียเคี้ยง หรือจะใช้ พ่อค้าฟันทองซื้อช้างฮ่อ ก็ได้หรือถ้าให้ทุกตัวก็ พี่ เฌอ ภพ ฆ่า ฅน เฒ่า ซื้อ ฟัน คม ที่ ธง โฑ เชิด ฮูก นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างในการช่วยจำเท่านั้น ใครไม่ชอบประโยคตัวอย่างข้างต้นก็สามารถแต่งให้เป็นของตัวเองได้ตามสบาย
การจำอักษรตำ ฅน เฒ่า ใช้ โซ่ ยักษ์ มัด ฮูก ฟาง ธง ทาส และ ฆ่า งู ใหญ่ ณ รั้ว วัด เฌอ โฑ ฬี เภา ใน คืน เพ็ญ
ในการเขียนภาษาไทยบางคำ
ตักบาตร กับ บิณฑบาต เทคนิคในการจำคือ ตักบาตร เราต้อง "รอ" (ร) พระจึงต้องมี “ร” ส่วนพระท่านบิณฑบาตนั้นท่านไม่ต้อง “รอ” (ร)
อนุญาต หลายๆ คนมักเติมสระอิบน ต เพราะคิดว่ามันก็คล้ายกับคำว่า ญาติ แต่ความหมายมันแตกต่างไปอย่างมหาศาล เพราะถ้าคุณเขียนเป็น "อนุญาต" เท่ากับว่าญาติคุณไปเป็นเมียน้อยของใครสักคน เพราะฉะนั้นไม่อยากให้คนในครอบครัวเป็นเช่นนั้นก็ตัดสระอิออกจากคำว่า "อนุญาต" ซะ
ในการจำทิศทั้งแปด ได้แก่ อุดร อีสาน บูรพา อาคเนย์ ทักษิณ หรดี ประจิม พายัพ ให้เราจำเฉพาะตัวหน้าเท่านั้น ก็คือ อุ อี บู อา ทัก ห ประ พา สั้นกว่าแบบแรกอีกเป็นกอง
วิทยาศาสตร์
การจำดาวเคราะห์ทั้ง 9 ดวง พุธสนุกศุกร์ดีเป็นศรีโลก อังคารโยกพฤหัสเยกไปเขกเสาร์ ยูเรนัสเนปจูนหมุนไม่เบา พลูโตเศร้าอยู่ไกลกว่าใครเอย จำเป็นบทกลอนก็ได้ง่ายต่อการจำที่ไม่เหมือนใครแล้วก็ไพเราะไปอีกแบบ
การจำสีรุ้งทั้ง7 ให้จำเป็น ม้าคอกนี้เขียวและสวยดี ถอดออกเป็นสีดังนี้ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ครบเจ็ดสีไม่ตกหล่น
เคมี
การจำสัญลักษณ์ในตารางธาตุ สัญลักษณ์ชื่อธาตุเป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน ดังนั้นอาจจะทำให้ฝรั่งเองก็ต้องใช้เทคนิคนี้เข้าช่วย ตัวอย่าง สัญลักษณ์ของธาตุปรอท คือ Hg (hydrargyrus) มาอยู่ๆ ให้จำ Hg คือปรอทก็คงจำไม่ไหว ดังนั้นเขาจึงวาดภาพเป็นรูปห่านคาบปรอทวัดไข้ แล้วเขียนคำกำกับภาพลงไปด้วย ว่า Hot Goose mercury thermometer
คณิตศาสตร์
ค่าพาย (Pi) เป็นอัตราส่วนระหว่างเส้นรอบวงต่อเส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลม คือ 3.14159265358979 แบบนี้เป็นใครก็ไม่อยากจำแล้ว เขาจึงแต่งเป็นประโยคให้สัมพันธ์กับตัวเลข “how I want a drink, alcoholic of course, after the heavy lectures involving quantum mechanics!” ให้สังเกตจำนวนอักษรในแต่ละคำจะเท่ากับจำนวนตัวเลขข้างต้น
ฟิสิกส์
อัตราความเร็วแสง มีค่าเท่ากับ 299,792,458 เมตร/วินาที โดยนิยาม อาจจะดูง่ายกว่าค่าพายข้างต้นแต่ให้จำก็จำได้สักครู่ก็ลืมแล้ว เขาก็มีเทคนิคคล้ายๆ ค่าพายเหมือนกันนั่นก็คือ “We guarantee certainty, clearly referring to this light mnemonic.”
ภาษาอังกฤษ
การสะกดคำ เจ้าของภาษาบางครั้งก็มีการสะกดคำผิดบ้างด้วยเหตุนี้จึงใช้เทคนิคช่วย เช่น คำว่า argument (แปลว่าการถกเถียงหรือการทะเลาะเบาะแว้ง) เขาก็เขียนสลับเป็น aguement เพราะคำกริยาคือ ague ดังนั้นเขาจึงผูกประโยคเป็น “I lost an e in an argument” (คล้ายๆ คำว่า ตักบาตร กับ บิณฑบาต ของไทย)
นีโมนิค เป็นคำอ่านทับศัพท์จากคำว่า Mnemonic ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณ ตามพจนานุกรมภาษาอังกฤษแปลว่า สิ่งที่ช่วยให้จำได้ เช่น สูตร กฎ
เห็นชื่อฝรั่งๆ อย่างนี้แต่ความจริงแล้วในประเทศไทยมีการให้เทคนิคนี้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันไม่น้อย มีดังต่อไปนี้
ภาษาไทย
การจำอักษรกลาง ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป อ จะได้จำเป็นตัวอักษรก็จำยากก็เลยนำมาเรียงร้อยให้เป็นประโยคดังนี้ ไก่จิกเด็กตาย (เฎ็กฏาย) บนปากโอ่ง ทำให้ง่ายต่อการจำ
การจำอักษรสูง ผ ฝ ถ (ฐ) ข ส (ศ ษ) ห ฉ ก็เป็น ผีฝากถุงข้าวสารให้ฉัน
การจำอักษรต่ำเดี่ยว ง ญ น ย ณ ร ว ม ฬ ล เป็น งูใหญ่นอนอยู่ ณ ริมวัดโมฬีโลก
การจำอักษรต่ำคู่ พ ธ ช ซ ฟ ฮ ค ก็เป็น พี่เธอชอบแซวแฟนเฮียเคี้ยง หรือจะใช้ พ่อค้าฟันทองซื้อช้างฮ่อ ก็ได้หรือถ้าให้ทุกตัวก็ พี่ เฌอ ภพ ฆ่า ฅน เฒ่า ซื้อ ฟัน คม ที่ ธง โฑ เชิด ฮูก นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างในการช่วยจำเท่านั้น ใครไม่ชอบประโยคตัวอย่างข้างต้นก็สามารถแต่งให้เป็นของตัวเองได้ตามสบาย
การจำอักษรตำ ฅน เฒ่า ใช้ โซ่ ยักษ์ มัด ฮูก ฟาง ธง ทาส และ ฆ่า งู ใหญ่ ณ รั้ว วัด เฌอ โฑ ฬี เภา ใน คืน เพ็ญ
ในการเขียนภาษาไทยบางคำ
ตักบาตร กับ บิณฑบาต เทคนิคในการจำคือ ตักบาตร เราต้อง "รอ" (ร) พระจึงต้องมี “ร” ส่วนพระท่านบิณฑบาตนั้นท่านไม่ต้อง “รอ” (ร)
อนุญาต หลายๆ คนมักเติมสระอิบน ต เพราะคิดว่ามันก็คล้ายกับคำว่า ญาติ แต่ความหมายมันแตกต่างไปอย่างมหาศาล เพราะถ้าคุณเขียนเป็น "อนุญาต" เท่ากับว่าญาติคุณไปเป็นเมียน้อยของใครสักคน เพราะฉะนั้นไม่อยากให้คนในครอบครัวเป็นเช่นนั้นก็ตัดสระอิออกจากคำว่า "อนุญาต" ซะ
ในการจำทิศทั้งแปด ได้แก่ อุดร อีสาน บูรพา อาคเนย์ ทักษิณ หรดี ประจิม พายัพ ให้เราจำเฉพาะตัวหน้าเท่านั้น ก็คือ อุ อี บู อา ทัก ห ประ พา สั้นกว่าแบบแรกอีกเป็นกอง
วิทยาศาสตร์
การจำดาวเคราะห์ทั้ง 9 ดวง พุธสนุกศุกร์ดีเป็นศรีโลก อังคารโยกพฤหัสเยกไปเขกเสาร์ ยูเรนัสเนปจูนหมุนไม่เบา พลูโตเศร้าอยู่ไกลกว่าใครเอย จำเป็นบทกลอนก็ได้ง่ายต่อการจำที่ไม่เหมือนใครแล้วก็ไพเราะไปอีกแบบ
การจำสีรุ้งทั้ง7 ให้จำเป็น ม้าคอกนี้เขียวและสวยดี ถอดออกเป็นสีดังนี้ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ครบเจ็ดสีไม่ตกหล่น
เคมี
การจำสัญลักษณ์ในตารางธาตุ สัญลักษณ์ชื่อธาตุเป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน ดังนั้นอาจจะทำให้ฝรั่งเองก็ต้องใช้เทคนิคนี้เข้าช่วย ตัวอย่าง สัญลักษณ์ของธาตุปรอท คือ Hg (hydrargyrus) มาอยู่ๆ ให้จำ Hg คือปรอทก็คงจำไม่ไหว ดังนั้นเขาจึงวาดภาพเป็นรูปห่านคาบปรอทวัดไข้ แล้วเขียนคำกำกับภาพลงไปด้วย ว่า Hot Goose mercury thermometer
คณิตศาสตร์
ค่าพาย (Pi) เป็นอัตราส่วนระหว่างเส้นรอบวงต่อเส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลม คือ 3.14159265358979 แบบนี้เป็นใครก็ไม่อยากจำแล้ว เขาจึงแต่งเป็นประโยคให้สัมพันธ์กับตัวเลข “how I want a drink, alcoholic of course, after the heavy lectures involving quantum mechanics!” ให้สังเกตจำนวนอักษรในแต่ละคำจะเท่ากับจำนวนตัวเลขข้างต้น
ฟิสิกส์
อัตราความเร็วแสง มีค่าเท่ากับ 299,792,458 เมตร/วินาที โดยนิยาม อาจจะดูง่ายกว่าค่าพายข้างต้นแต่ให้จำก็จำได้สักครู่ก็ลืมแล้ว เขาก็มีเทคนิคคล้ายๆ ค่าพายเหมือนกันนั่นก็คือ “We guarantee certainty, clearly referring to this light mnemonic.”
ภาษาอังกฤษ
การสะกดคำ เจ้าของภาษาบางครั้งก็มีการสะกดคำผิดบ้างด้วยเหตุนี้จึงใช้เทคนิคช่วย เช่น คำว่า argument (แปลว่าการถกเถียงหรือการทะเลาะเบาะแว้ง) เขาก็เขียนสลับเป็น aguement เพราะคำกริยาคือ ague ดังนั้นเขาจึงผูกประโยคเป็น “I lost an e in an argument” (คล้ายๆ คำว่า ตักบาตร กับ บิณฑบาต ของไทย)
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)





